เกร็ดเกษตร >> การเพิ่มจำนวนใบให้ไม้ประดับ
การเด็ดยอดต้นไม้ จะทำให้ต้นไม้มีการแตกยอดด้านข้างเพิ่มมากขึ้น ถ้าไม่มีการเด็ดยอด หรือตัดยอด ลำต้นจะตรงสูงขึ้นด้านบน ดังนั้นในไม้ประดับที่ต้องการโชว์ความสวยงามด้วยใบ เช่นอะโกลนีมาพันธุ์ผสมใหม่ๆ จึงควรเด็ดยอดเพื่อที่จะให้มีการแตกพุ่มด้านข้าง ทำให้ได้จำนวนใบที่สวยงามเป็นจำนวนมาก และยอดที่เด็ดนี้ก็สามารถนำมาชำเพื่อขยายพันธุ์เป็นต้นใหม่ได้อีก
เก็บเกร็ดโดย...เกตุอร ทองเครือ กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร
ภาพจากอินเตอร์เน็ต.
CBPChannel : UPAS E.G POWER กับฟาร์มจิ้งหรีด
ประสบการณ์จากผู้ใช้จริง พิสูจน์แล้ว ยูพาส อี จี พาวเวอร์ อาหารเสริมพืชและสัตว์
สนใจสั่งซื้อ: http://goo.gl/wXTsZK
.
รายละเอียดเพิ่มเติม:
- http://upas.cbpmall.com/
-https://www.facebook.com/cbpupas
สนใจสั่งซื้อ: http://goo.gl/wXTsZK
.
รายละเอียดเพิ่มเติม:
- http://upas.cbpmall.com/
-https://www.facebook.com/cbpupas
คุณทิพย์ ยัยหมูอ้วน 16 5 15
รายการ ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย กับคุณทิพย์ ยัยหมูอ้วน สอนสุภี คนเก่ง UPAS จากอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ใช้ยูพาสกับเป็ดไข่ ไข่เป็ดเพิ่มขึ้น น้ำเชื้อแข็งแรงขึ้นมาก แต่ก่อนเป็ดจะเกิดอาการขาอ่อน ขาหมดแรง แต่พอได้อาหารเสริม ยูพาส แล้ว อาการดังกล่าวจะไม่มีเลย ปกติไข่เป็ดจะมีกลิ่นคาว แต่พอใช้ ยูพาส
กลิ่นคาวของไข่เป็ดจะลดลงมาก...
ใช้ยูพาสกับเป็ดไข่ ไข่เป็ดเพิ่มขึ้น น้ำเชื้อแข็งแรงขึ้นมาก แต่ก่อนเป็ดจะเกิดอาการขาอ่อน ขาหมดแรง แต่พอได้อาหารเสริม ยูพาส แล้ว อาการดังกล่าวจะไม่มีเลย ปกติไข่เป็ดจะมีกลิ่นคาว แต่พอใช้ ยูพาส
กลิ่นคาวของไข่เป็ดจะลดลงมาก...
สนใจสั่งซื้อ: http://goo.gl/wXTsZK
รายละเอียดเพิ่มเติม:
- http://upas.cbpmall.com/
-https://www.facebook.com/cbpupas
.
คุณสมบัติพิเศษในการผลิต ยูพาส อี.จี พาวเวอร์
>>การทำให้ส่วนผสมและรูปร่างคงรูปได้ โดยทำให้เป็นเม็ดเล็กละเอียด และมีรูพรุน
สามารถป้องกันการเผาผลาญญที่สูญเปล่า ซึ่งส่งผลดีต่อระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
>>การขจัดสารพิษและเชื้อราขนาดเล็ก ใช้เทคโนโลยีแบบสเปรย์
ดรายโดยกระบวนการการพลาสติไซเซซั่นที่ 1100c.
>>ทำให้สารพิษและเชื้อราต่างๆในอาหารสัตว์และปุ๋ยพืช เช่น
อะฟลาทอคชิน ซีราลีโนน ลดลงกว่า 90%
>>สามารถควบคุมปริมาณความชื้นได้ดี เนื่องจาก
มีรูพรุนเป็นจำนวนมาก
>>การทำให้เป็นเม็ดละเอียดและมีรูพรุน สามารถดูดชับแก๊สแอมโมเนียลงได้มาก
ไม่ก่อให้เกิดแก๊สมีเทนอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยของสัตว์
>>เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ
เข้าสู่เซลล์ของสัตว์และพืชได้มากขึ้น
>>ทำให้กระบวนการเผาผลาญมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการเพิ่มและเกิดใหม่ของเซลล์เนื้อเยื่อ
สนใจสั่งซื้อ: http://goo.gl/wXTsZK
.
รายละเอียดเพิ่มเติม:
- http://upas.cbpmall.com/
-https://www.facebook.com/cbpupas
ผู้ใช้จริงพิสูจน์แล้ว https://www.youtube.com/watch?v=MfG3WXeONBc
คุณกิติศักดิ์กับอาชีพรับจ้าง ฉีด พ่น 3ทหารเสือ
แฟนรายการ ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย และเป็นเจ้าของสวนยาง ไม่ควรพลาด เวลา 13.00 - 15.00 น. ช็อตเด็ด คุณกิติศักดิ์ ผู้ผันตัวเองจากชาวสวนยาง มาเป็นผู้รับจ้างนำ 3 ทหารเสือไปใช้ประกอบอาชีพ รับจ้างฉีด พ่น ทำให้ยางมีผลผลิต 2 - 3 เท่า ทั่วภาคใต้ ด้วย 3 ทหารเสือ...แม้กระทั่งยางพารากำละงจะโค่น กลับมาให้น้ำยางได้อีกครั้ง...
คุณสมบัติพิเศษในการผลิต?
การทำให้ส่วนผสมและรูปร่างคงรูปได้ โดยทำให้เป็นเม็ดเล็กละเอียดและมีรูพรุน สามารถป้องกันการเผาผลาญที่สูญเปล่า ซึ่งส่งผลดีต่อระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
การขจัดสารพิษและเชื้อราขนาดเล็ก ใช้เทคโนโลยีแบบสเปรย์ ดรายโดยกระบวนการพลาสติไซเซชั่นที่ 1100c
ทำให้สารพิษและเชื้อราต่างๆ ในอาหารสัตว์และปุ๋ยพืชเช่น อะฟลาทอคซิน ชีราลีโนน ลดลงกว่า 90%
สามารถควบคุ้มปริมาณความชื้นได้ดี เนื่องจากมีรูพรุนจำนวนมาก
การทำให้เป็นเม็ดเล็กละเอียดและมีรูพรุน สามารถดูดซับแก๊สแอมโมเนียลงได้มากไม่ก่อให้เกิดแก๊สมีเทน อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยของสัตว์
เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆเข้าสู้เซลล์ของสัตว์และพืชได้มากขึ้น
ทำให้กระบวนการเผาผลาญมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการเพิ่ม และเกิดใหม่ของเซลล์เนื้อเยื้อ
บทความการเกษตร เพาะเลี้ยง “หอยแครง”
“หอยแครง” เป็นอาหารทะเลที่นิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ในประเทศไทยพบว่ามีการเลี้ยงครั้งแรกที่ ต.บางตะพูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ต่อมาจึงได้ขยายพื้นที่การเลี้ยงไปตามจังหวัดต่างๆ ที่อยู่แถบชายฝั่งและสภาพพื้นที่เหมาะสม อาทิ ฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ได้แก่ จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.ภูเก็ต จ.สตูล จ.ปัตตานี เป็นต้น
ลักษณะหอยแครง
หอยแครงชนิดที่นิยมนำมาใช้ในการเลี้ยง เรียกทั่วไปว่า หอยแครงเทศ, หอยแครงขุ่ย, หอยแครงปากมุ้ม เป็นหอยที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ชอบฝังตัวอยู่ตามชายหาดโคลนหรือเลนละเอียดในบริเวณชายฝั่งทะเล หอยแครงชอบฝังตัวอยู่ตามผิวดินโคลน และจะขึ้นมาผิวดินเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น เพื่อหาอาหาร
การเลือกสถานที่เพาะเลี้ยง
1. ควรเลือกชายฝั่งทะเลบริเวณปากแม่น้ำหรืออ่าว ข้อสำคัญคือควรเป็นแหล่งที่หอยแครงเกิดอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือสามารถจัดหาพันธุ์หอยเพื่อหว่านเลี้ยงได้สะดวก
2. พื้นที่ควรเป็นหาดโคลนเรียบ มีความลาดเอียงน้อย เป็นอ่าวที่บังคลื่นลมได้ดี กระแสน้ำไม่แรงเกินไปเพื่อป้องกันคลื่นลมพัดพาหอยแครงไปกองรวมกัน
3. ดินควรเป็นดินเลน, ดินโคลนละเอียดหรือดินเหนียวปนโคลน ควรมีความหนาของผิวหน้าดินเลนไม่ต่ำกว่า 40-50 ซม.
4. ช่วงความลึกของน้ำในแหล่งเลี้ยงควรลึกประมาณ 0.5-1 เมตร (ระดับทะเลปานกลาง) และความเค็มของน้ำทะเลบริเวณแหล่งเลี้ยงควนเปลี่ยนอยู่ในช่วง 10-31 ส่วนในพัน เพราะถ้าน้ำมีสภาพจืดเกินไปอาจทำให้หอยแครงตายได้
5. ห่างไกลน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งอาศัยของชุมชน เพื่อให้เนื้อหอยมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
รูปแบบการเลี้ยง แบ่งเป็น 2 ระบบหลักๆ คือ
1. ระบบดั้งเดิม เป็นการทำฟาร์มขนาดเล็ก เนื้อที่เลี้ยงประมาณ 5-30 ไร่/ครอบครัว โดยกั้นคอกด้วยเฝือกไม้ไผ่ แล้วนำลูกหอยมาหว่าน ขนาดของลูกหอยที่เลี้ยงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หากเป็นหอยพื้นเมืองของ จ.เพชรบุรี จะใช้ลูกหอยขนาดใหญ่ คือ 400-1,200 ตัว/กิโลกรัม ขนาดที่นิยมหว่านเลี้ยงประมาณ 450 ตัว/กิโลกรัม จะมีอัตราการหว่านประมาณ 800-1,500 กิโลกรัม/ไร่ ต้องมีการตรวจสภาพและเกลี่ยหอยทุกๆ 15 วันหรือทุกๆ เดือน โดยใช้เครื่องมือ ‘โพง’ คล้ายคราด
ส่วนการเก็บผลผลิตสามารถใช้เรือลาก, ใช้กระดานถีบเลนเก็บหอย, เก็บหอยด้วยมือ, ใช้คราด เป็นต้น และคัดขนาดลูกหอย หลังจากเลี้ยงได้ 1 ถึง 1 ปีครึ่ง ซึ่งขนาดที่ตลาดต้องการประมาณ 70-80 ตัว/กิโลกรัม
2. ระบบพัฒนา เป็นการเลี้ยงแบบธุรกิจขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 200-1,000 ไร่/ผู้เลี้ยงหนึ่งราย ใช้ไม้เสาปักบอกอาณาเขตห่างกันประมาณ 2 เมตร/ 1 ต้น ล้อมรอบแปลงหอย ลูกหอยที่นำมาเพาะเลี้ยงมีขนาดเล็กนิยมใช้พันธุ์จากประเทศมาเลเซีย มีขนาดตั้งแต่ 1,000-3,000 ตัว/กิโลกรัม อัตราการหว่านเช่นเดียวกับระบบดั้งเดิม ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 1-2 ปี จะได้ขนาดที่ตลาดต้องการประมาณ 80-120 ตัว/กิโลกรัม
ปัญหาในการเลี้ยงหอยแครงที่เกษตรกรพบประจำ คือ การเกิดขี้ปลาวาฬ ซึ่งมักเกดในช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน จะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ อีกทั้งไม่มีตลาดรับซื้อ เกษตรกรผู้เลี้ยงจึงมักขายหอยแครงแดพ่อค้าคนกลางซึ่งจะรับหอยส่งออกไปขายที่ประเทศจีนในช่วงต้นปี
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : www.aquatoyou.com
หมูเพชรน้ำคำฟาร์ม (ฟาร์มบ้านๆ) อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดย กุ๊ ตะวันแดง
หมูสองสาย(แลนด์บวกลาร์จ) เริ่มขุน ๗ มิ.ย. ๕๗ (๒๘ วัน หย่านม) เริ่มผสมใช้ อี จี พาวเวอร์ ๑๖ .มิ.ย.๕๗ วันนี้วันที่ ๒ ก.ค.๕๗
เห็นความแตกต่างมากครับ ที่สำคัญคือลดระยะเวลาในการเลี้ยงได้เป็นอ
วิธีการปักชำแบบควบแน่น
วิธีการขยายพันธุ์พืช ด้วยการปักชำแบบควบแน่น โดยแนวคิดของนายเฉลิม พีรี
จาก ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
บ้านวัดใหม่ ๗๕ หมู่ ๓ ต.บึงสามัคคี อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร 089 – 5670591
วิธีนี้ใช้ได้กับพืชผักและผลไม้ ๓๐ กว่าตัวอย่าง สามารถขยายได้ทีละมากๆ เมื่อเกิดน้ำท่วม
หรือลมพัดต้นแม่พันธุ์เสียหาย สามารถใช้วิธีนี้อนุรักษ์พันธุ์พืชได้
การขยายพันธุ์พืชผักพื้นบ้านแบบควบแน่นอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวิธีการที่สามารถลดเวลา ต้นทุน
และการดูแลรักษา สามารถกำหนดปริมาณของผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและการบริโภคได้อย่างแม่นยำ
การขยายพันธุ์มะนาว แบบควบแน่น
องค์ประกอบในการควบแน่นมะนาว มีดังนี้
- ยอดมะนาว ความแก่อ่อน ๔๐ – ๖๐%
- น้ำสะอาด
- แก้วพลาสติค ขนาดบรรจุ ๑๐ ออนซ์ (หรือภาชนะที่ขนาดใหญ่กว่า ดูตามขนาดของยอดหรือกิ่งมะนาว)
- ถุงพลาสติคใสขนาด ๖ x ๑๑ นิ้ว (หรือขนาดใหญ่กว่า )
- ยางวงเส้นเล็ก หรือเชือก
วิธีทำ
- เก็บดินจากบริเวณที่มีอินทรีวัตถุน้อย ทำดินให้ร่วนซุย
- พรมน้ำคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปั้นดู พอติดมือ (กำพอเป็นก้อน)
- นำดินใส่ให้เต็มแก้วพลาสติคหรือภาชนะกระถางที่จะใช้ โดยแบ่งใส่ ๓ ครั้ง แต่ละครั้งกดดินให้แน่น ระดับ ๘๐%
- ใช้ไม้แหลมหรือกรรไกรเสียบตรงกลางภาชนะที่ใส่ดินให้ลึกไม่เกิน ๓ ใน ๔ ส่วนของแก้ว
- ใช้กรรไกรคม ตัดยอดมะนาวตามที่ต้องการ ตัดให้ยาวประมาณ ๑๒ – ๑๘ ซม. ข้อสำคัญ อย่าให้แผลที่ตัดเปลือฉีก จะออกรากไม่ดี
- ใช้กรรไกรตัดหนามออกให้หมด ป้องกันหนามแทงถุง ถ้าอากาศเข้าจะออกรากยาก
- นำยอดมะนาวเสียบลงในรูที่เสียบไว้ ให้สุด
- กดดินรอบกิ่งมะนาวให้แน่น อย่าให้หลวม จะออกรากยาก
- นำถุงพลาสติคครอบลงแล้วรัดด้วยยางวงจำนวน ๒ เส้น แล้วดึงก้นถุงให้ยางไปรัดอยู่ที่ขอบปากแก้ว
- นำไปเก็บไว้ในที่ร่มรำไร หลังจากนั้น ๑๕ – ๒๐ วัน ให้ตรวจดูราก พอพบรากให้ปล่อยจนรากมีสีน้ำตาลค่อยกลับถุง
การกลับถุง มีวิธีดังต่อไปนี้
๑.ให้นำถุงออกจากแก้ว ช่วงประมาณ ๑๘.๐๐ น. เพื่อป้องกันความร้อน
๒.นำถุงออกแล้ว นำแก้วมะนาวที่ออกรากแล้ว ใส่กลับลงไปในถุง (เปิดปากถุงไว้ ไม่ต้องใช้ยางวงรัด)
๓.ทิ้งไว้ในร่มรำไร ประมาณ ๕ – ๗ วัน ค่อยนำแก้วมะนาวออกจากถุง เพื่อให้มะนาวปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม
๔.หลังจากนั้นนำแก้วมะนาวที่ออกจากถุง พักตัวไว้ในร่ม ๗ – ๑๐ วัน ค่อยนำไปเพาะในกระถาง หรือนำไปปลูกได้เลย
โดย ลุงเฉลิม บอกว่า ลงทุนแค่แก้วพลาสติกใสเพื่อจะได้มองเห็นรากที่งอก, ยางเส้นวงเล็ก, ถุงพลาสติกขนาด 6×10 หรือ 6×11 นิ้ว
และดินทั่วๆ ไป แต่ถ้าเป็นดินขุยไผ่ยิ่งดี (ห้ามใส่ปุ๋ยเพราะทำให้ดินร้อน) เอาดินมาพรมน้ำทดลองกำ ถ้าดินจับตัวเป็นก้อนมีความร่วนซุย
ใส่ลงในแก้วพลาสติกกดให้แน่นจนดินเต็มเสมอปากแก้ว…จากนั้นเอายอดกิ่งไม้ที่เลือกไว้ ความอ่อนแก่ 40-60 เปอร์เซ็นต์
ตัดกิ่งให้แผลเป็นรูปปากฉลาม ใช้กรรไกรเจาะดินลงไป 3 ใน 4 ส่วนของดิน นำกิ่งชำมาเสียบและกดลงไปให้แน่น
แล้วเอาถุงพลาสติกสวมครอบกับแก้วพลาสติก แล้วใช้หนังยางวง 2 เส้น รัดปิดปากถุงกับแก้ว ป้องกันไม่ให้อากาศภายนอกเข้า
นำไปวางในที่ร่มอากาศถ่ายเท ทิ้งไว้ 15 วัน แล้วรากจะงอกมาให้เห็นเมื่อรากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จัดการเปิดถุง
ตัดก้นถ้วยให้เกิดช่องอากาศ นำไปจุ่มน้ำเล็กน้อยดึงแก้วออก แล้วเอากิ่งปักชำใส่ถุงใบเดิม นำไปวางพัก 5-7 วัน
จากนั้นถึงนำไปปลูกลงดิน โดยให้กิ่งชำเอนเฉียงไปทางทิศเหนือหรือใต้ เพราะถ้าปลูกตั้งตรงหรือหันเฉียงไปทางทิศอื่น
แดดจะเผากิ่งชำตายได้…เป็นเทคนิคง่ายๆ ทำเองได้ ใช้ทุนไม่สูง จะเอาทำค้าขาย ลุงเฉลิม ไม่หวงวิชา. ( ลุงเฉลิมได้กล่าวไว้)
>> ในส่วนนี้ขอเสริมอีกหน่อย ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ หรือพันธุ์ไม้ที่มีกิ่งที่ใหญ่ ก็ให้ใช้วัสดุในการปักชำใหญ่ขึ้นตาม
และอาจจะนำไม้ค้ำ ไว้ด้วยก็ดีเพื่อเสริมความคงทนไม่เอนเอียงง่าย
ไงก็ลองปรับ และ ประยุกช์ใช้กันนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมคิดว่า การนำความรู้ต่างๆมาประยุกช์ใช้ให้เข้ากับ
สิ่งที่เราอยากจะทำ มันจะนำพาความรู้มาต่อยอดให้เราได้เรื่อยๆ .. ” เกษตรกรไทย ก็เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก ” ครับผม
เกร็ดน่ารู้
คุณสมบัติของ FAR INFRARED
เป็นคลื่นพลังงงานที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตและมนุษย์(Growth Radiation) ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ในรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ในช่วงคลื่นสั้นที่
6-15 ไมครอน และมีผลต่อเนีื่องกับน้ำ
โดยเฉพาะน้ำกว่า 70% ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในสิ่งมีชีวิต ลึกถึงชั้นผิวหนังระดับ 5-6 ซม. โดยทำให้โมเลกุลของน้ำแยกตัวเป็นอิสระ หรือสลายแรงยึดเหนี่ยวที่เกาะกันแน่นเป็นกลุ่มที่เล็กลงประมาณ 5-6 โมเลกุลทำให้น้ำเคลื่อนไหวได้มากขึ้น เป็นอิสระขึ้น ช่วยให้การเหนี่ยวนำสารอาหาร และออกซิเจนไปยังเซลล์ได้เร็วขึ้นทำให้เซลล์มีการฟื้นตัวผลิตพลังงาน สร้างภูมิต้านทานผลิตเซลล์ใหม่ๆ พร้อมทั้งช่วยให้การขับถ่ายของเสียและสารตกค้างได้มากขึ้น ช่วยระบบไตและตับไม่ต้องทำงานหนักส่งผลดีต่อสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลกโมเลกุลของน้ำโดยพลังงานฟาร์-อิฟราเรด
(การอ้างอิง :พลังงานฟาร์-อินฟราเรดสามารถประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีด้านอาหารและสุขภาพ)
อ้างอิงจาก http://www.macsumsuk.co.kr/
ต้นอ่อนทานตะวัน วิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ผักที่สุดแสนอร่อยและปลูกง่าย
ต้นอ่อนทานตะวัน วิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ผักที่สุดแสนอร่อยและปลูกง่าย
ต้นอ่อนทานตะวัน หรือ ต้นอ่อนทานตะวันงอก นั้น สุดแสนอร่อยปลูกง่าย และมีประโยชน์มากมาย

ต้นทานตะวัน ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี ช่วยบำรุงเซลล์สมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม(อัลไซเมอร์)
- โดยพบว่า ประโยชน์ต้นอ่อนทานตะวัน นั้น มีโปรตีนอยู่สูง มีวิตามิน A, E สูง บำรุงสายตา ผิวพรรณ
เเละยังลดคอเเลโตรอล เป็นอาหารที่ย่อยง่าย และ ไขมันที่อยู่ในเมล็ดทานตะวันจะเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว
เนื่องจากกระบวนการงอกทำให้โมเลกุลของสารอาหารในเมล็ดเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่ร่างกายย่อยได้ง่าย
เช่น โปรตีนเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน แป้งเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือ กลูโคส เเละไขมันเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน
เพราะกระบวนการงอกได้ช่วย่อยสารอาหารมาเเล้วชั้นหนึ่ง นับว่าต้นอ่อนทานตะวัน
มีประโยชน์ต่อสุขภาพเเละเป็นเเหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีทีเดียว
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปลูกต้นอ่อนทานตะวันงอก
- เมล็ดทานตะวันสีดำ ( black oil sunflower seeds ) โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป
- ถาดหรือกระบะทึบแสง 2 อัน
- ดินสำหรับปลูก (ดินสวน ดินถุงสำหรับปลูกต้นไม้ธรรมดา )
- สเปรย์ฉีดน้ำเปล่า
วิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน หรือ วิธีปลูกต้นอ่อนทานตะวัน
วิธีการทำ
1 แช่เมล็ดทานตะวันในน้ำไว้หนึ่งคืน
2 เตรียมถาด 2 ใบ ไม่ต้องเจาะรูระบายน้ำหรือถ้ามีรูก็ไม่เป็นไร
3.ใส่ดินลงไปสูงครึ่งนิ้วถึงหนึ่งนิ้ว ( ใส่ดินนิดเดียวพอ ครึ่งนิ้ว-หนี่งนิ้ว พอให้รากมีที่ยึดเกาะ )
4.ใช้สเปรย์ฉีดน้ำให้ทั่วดินพอชุ่มๆห้ามแฉะมาก
5.โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้วกระจายให้ทั่วในกระบะ ใช้สเปรย์ฉีดน้ำอีกครั้งให้ทั่ว แล้วใช้กระบะอีกใบคว่ำปิดทับด้านบน
6.เปิดรดน้ำด้วยสเปรย์วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังรดน้ำแล้วปิดกระบะไว้เช่นเดิม สักสามสี่วันจะสูงประมาณ 1 นิ้ว
7.เริ่มผลิใบ 1 คู่ ให้ทำการหงายกระบะวางทับไว้ด้านบน เพื่อเป็นการบังคับให้ต้นทานตะวันงอกในระดับเดียวกัน
และใช้สเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น แล้วก็วางกระบะทับไว้ด้านบนเช่นเดิม 2-3 วัน
8.ตอนนี้ลำต้นจะสูงประมาณ 2- 3 นิ้ว เอากระบะที่วางทับไว้ออกได้ จะเห็นใบมีสีเหลืองเนื่องจากไม่โดนแสง
ให้เอาถาดวางไว้ในที่ร่มห้ามโดนแสงแดด ไม่กี่ชั่วโมงใบทานตะวันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว, สเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น
9.วันที่ 7-11 สามารถเก็บเกี่ยวมากินได้ตามความชอบ (ถ้าปล่อยไว้นานจะเริ่มมีใบเลี้ยงคู่ที่สองออกมา รสชาติจะไม่ค่อยอร่อย)
10. เวลาตัดรากก็ใช้กรรไกรตัดโลด รวบมาเป็นกำๆ แล้วก็ตัดงับๆๆๆ ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งสะเด็ดน้ำ
เมื่อต้นอ่อนทานตะวันแห้งแล้วแบ่งเก็บใส่ถุงเข้าตู้เย็นไว้กินหรือ แจกเพื่อนบ้าน แจกญาติๆ
หรือไม่ก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้ ให้มีผักกินสุขภาพดีถ้วนหน้าในราคาประหยัด ได้เลยครับผม
โดย คุณหมูน้อยกล่าวทิ้งท้ายว่า ได้ซื้อเมล็ดทานตะวันยกถุง 240 บาท 2.7 กิโลกรัม
ปลูกได้สิบกว่าครั้ง (ครั้งละสองถึงสามกระบะ ) เฉลี่ยลงทุนยี่สิบกว่าบาท/ครั้ง
มีทานตะวันงอกกินได้ตลอดในราคาถูกแสนถูก ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งหรือปุ๋ยผสมน้ำอะไรเลย
ดินสวนธรรมดา รดน้ำก็อกน้ำเปล่านี่แหล่ะ ผลผลิตนี้ล้นตู้เย็นกินไม่ทันเลยเด้…ฮ่าๆๆ
ตอนแรกก็ห้าวปลูกทุกอาทิตย์ ห้าวโพดๆ เอิ๊กๆๆ หลายโพดๆกินบ่ทันจ้อยแม๋ะ
ตอนนี้ปลูกอาทิตย์เว้นอาทิตย์สลับกับถั่วงอก จะได้มีกินหมุนเวียนทั้งเดือน…. (คุณหมูน้อยกล่าวไว้)
*** หมายเหตุ – การหงายกระบะวางอาจจะสงสัยว่าว่าต้นไม่หักเหรอ
ตอบ : ไม่หักครับ แต่ที่ทำ ทำเพื่อให้ต้นอ่อนจะงอกดันขึ้นมาพร้อมๆกัน
เป็นการบังคับความสูงจะได้ต้นสูงเท่าๆกัน ไม่โด่เด่เอียงหรืองอครับผม
ง่ายไหมครับ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสำหรับใครที่อยากปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเอง
ก็คงต้องรีบปลูกแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทันในเทศกาลกินเจ นะครับ
แต่ในส่วนนี้ควรรับประทานในปริมาณที่พอดี และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยนะครับ
ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มาและภาพ จาก : คุณหมูน้อย จากเว็บไซต์ pantip.com มา ณ.ที่นี้ด้วยครับ
ต้นอ่อนทานตะวัน หรือ ต้นอ่อนทานตะวันงอก นั้น สุดแสนอร่อยปลูกง่าย และมีประโยชน์มากมาย

ต้นทานตะวัน ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี ช่วยบำรุงเซลล์สมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม(อัลไซเมอร์)
- โดยพบว่า ประโยชน์ต้นอ่อนทานตะวัน นั้น มีโปรตีนอยู่สูง มีวิตามิน A, E สูง บำรุงสายตา ผิวพรรณ
เเละยังลดคอเเลโตรอล เป็นอาหารที่ย่อยง่าย และ ไขมันที่อยู่ในเมล็ดทานตะวันจะเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว
เนื่องจากกระบวนการงอกทำให้โมเลกุลของสารอาหารในเมล็ดเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่ร่างกายย่อยได้ง่าย
เช่น โปรตีนเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน แป้งเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือ กลูโคส เเละไขมันเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน
เพราะกระบวนการงอกได้ช่วย่อยสารอาหารมาเเล้วชั้นหนึ่ง นับว่าต้นอ่อนทานตะวัน
มีประโยชน์ต่อสุขภาพเเละเป็นเเหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีทีเดียว
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปลูกต้นอ่อนทานตะวันงอก
- เมล็ดทานตะวันสีดำ ( black oil sunflower seeds ) โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป
- ถาดหรือกระบะทึบแสง 2 อัน
- ดินสำหรับปลูก (ดินสวน ดินถุงสำหรับปลูกต้นไม้ธรรมดา )
- สเปรย์ฉีดน้ำเปล่า
วิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน หรือ วิธีปลูกต้นอ่อนทานตะวัน
วิธีการทำ
2 เตรียมถาด 2 ใบ ไม่ต้องเจาะรูระบายน้ำหรือถ้ามีรูก็ไม่เป็นไร
3.ใส่ดินลงไปสูงครึ่งนิ้วถึงหนึ่งนิ้ว ( ใส่ดินนิดเดียวพอ ครึ่งนิ้ว-หนี่งนิ้ว พอให้รากมีที่ยึดเกาะ )
4.ใช้สเปรย์ฉีดน้ำให้ทั่วดินพอชุ่มๆห้ามแฉะมาก
5.โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้วกระจายให้ทั่วในกระบะ ใช้สเปรย์ฉีดน้ำอีกครั้งให้ทั่ว แล้วใช้กระบะอีกใบคว่ำปิดทับด้านบน
6.เปิดรดน้ำด้วยสเปรย์วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังรดน้ำแล้วปิดกระบะไว้เช่นเดิม สักสามสี่วันจะสูงประมาณ 1 นิ้ว
7.เริ่มผลิใบ 1 คู่ ให้ทำการหงายกระบะวางทับไว้ด้านบน เพื่อเป็นการบังคับให้ต้นทานตะวันงอกในระดับเดียวกัน
และใช้สเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น แล้วก็วางกระบะทับไว้ด้านบนเช่นเดิม 2-3 วัน
8.ตอนนี้ลำต้นจะสูงประมาณ 2- 3 นิ้ว เอากระบะที่วางทับไว้ออกได้ จะเห็นใบมีสีเหลืองเนื่องจากไม่โดนแสง
ให้เอาถาดวางไว้ในที่ร่มห้ามโดนแสงแดด ไม่กี่ชั่วโมงใบทานตะวันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว, สเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น
9.วันที่ 7-11 สามารถเก็บเกี่ยวมากินได้ตามความชอบ (ถ้าปล่อยไว้นานจะเริ่มมีใบเลี้ยงคู่ที่สองออกมา รสชาติจะไม่ค่อยอร่อย)
10. เวลาตัดรากก็ใช้กรรไกรตัดโลด รวบมาเป็นกำๆ แล้วก็ตัดงับๆๆๆ ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งสะเด็ดน้ำ
เมื่อต้นอ่อนทานตะวันแห้งแล้วแบ่งเก็บใส่ถุงเข้าตู้เย็นไว้กินหรือ แจกเพื่อนบ้าน แจกญาติๆ
หรือไม่ก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้ ให้มีผักกินสุขภาพดีถ้วนหน้าในราคาประหยัด ได้เลยครับผม
โดย คุณหมูน้อยกล่าวทิ้งท้ายว่า ได้ซื้อเมล็ดทานตะวันยกถุง 240 บาท 2.7 กิโลกรัม
ปลูกได้สิบกว่าครั้ง (ครั้งละสองถึงสามกระบะ ) เฉลี่ยลงทุนยี่สิบกว่าบาท/ครั้ง
มีทานตะวันงอกกินได้ตลอดในราคาถูกแสนถูก ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งหรือปุ๋ยผสมน้ำอะไรเลย
ดินสวนธรรมดา รดน้ำก็อกน้ำเปล่านี่แหล่ะ ผลผลิตนี้ล้นตู้เย็นกินไม่ทันเลยเด้…ฮ่าๆๆ
ตอนแรกก็ห้าวปลูกทุกอาทิตย์ ห้าวโพดๆ เอิ๊กๆๆ หลายโพดๆกินบ่ทันจ้อยแม๋ะ
ตอนนี้ปลูกอาทิตย์เว้นอาทิตย์สลับกับถั่วงอก จะได้มีกินหมุนเวียนทั้งเดือน…. (คุณหมูน้อยกล่าวไว้)
*** หมายเหตุ – การหงายกระบะวางอาจจะสงสัยว่าว่าต้นไม่หักเหรอ
ตอบ : ไม่หักครับ แต่ที่ทำ ทำเพื่อให้ต้นอ่อนจะงอกดันขึ้นมาพร้อมๆกัน
เป็นการบังคับความสูงจะได้ต้นสูงเท่าๆกัน ไม่โด่เด่เอียงหรืองอครับผม
ง่ายไหมครับ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสำหรับใครที่อยากปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเอง
ก็คงต้องรีบปลูกแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทันในเทศกาลกินเจ นะครับ
แต่ในส่วนนี้ควรรับประทานในปริมาณที่พอดี และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยนะครับ
ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มาและภาพ จาก : คุณหมูน้อย จากเว็บไซต์ pantip.com มา ณ.ที่นี้ด้วยครับ
เกษตรกรผู้ใช้ ยูพาส กับหมูแม่พันธุ์ (ขายลูกหมู)
คุณท็อบ เกียรติบัณฑิต เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูแม่พันธุ์
อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์
ใช้ยูพาส เพราะได้ยินว่าลดต้นทุนการผลิต
ใช้กับหมูแม่พันธุ์ จากที่สังเกตุ
อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์
ใช้ยูพาส เพราะได้ยินว่าลดต้นทุนการผลิต
ใช้กับหมูแม่พันธุ์ จากที่สังเกตุ
-ระบบการย่อยอาหารของหมูไม่ดี แม่พันธุ์หลังคลอดจะนอนต้องใช้เวลานานถึงจะฟื้น
แต่พอกินยูพาสแล้วฟื้นตัวเร็วและขี้ไม่ไหลด้วย
แต่พอกินยูพาสแล้วฟื้นตัวเร็วและขี้ไม่ไหลด้วย
-เมื่อก่อนกินอาหาร 3 โลต่อตัวแต่พอผสม ยูพาส ร่วมเหลือ 2 โลต่อตัว
-.ลูกหมูพอคลอดออกมาแต่ก่อนน้ำหนัก 1.7-1.8 กิโล แต่พอกิน ยูพาสร่วม
น้ำหนักของลูกที่ได้ 1.9-2.0 กิโล/ตัว
น้ำหนักของลูกที่ได้ 1.9-2.0 กิโล/ตัว
ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย ปลอดโรค โตไว กำไรงาม JI-PA-TA-TV
ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย ปลอดโรค โตไว กำไรงาม
อยากรู้ว่า ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คืออะไร? ดียังไง? ใช้อย่างไร?
เรามีคำตอบ
UPAS e.g power
UPAS e.g power
ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คืออะไร ?
ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คืออาหารเสริมสัตว์และพืช ที่ผลิตมาจากแร่แม็กซุมซุกที่เป็นแร่ธาตุธรรมชาติจากประเกาหลีใต ซึ่งประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น ซิลิกา อลูมิเนียม แคลเซีมแม็กนีเซียม และแร่เหล็ก เป็นต้น
ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คืออะไร ?
ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คืออาหารเสริมสัตว์และพืช ที่ผลิตมาจากแร่แม็กซุมซุกที่เป็นแร่ธาตุธรรมชาติจากประเกาหลีใต ซึ่งประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น ซิลิกา อลูมิเนียม แคลเซีมแม็กนีเซียม และแร่เหล็ก เป็นต้น
สร้างความสมบรูณ์งอกงาม เพื่อสร้างความงอกเงย อาหารเสริมสัตว์และพืช ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ นวัตกรรมแร่แม็กซัมซุก ความสำเร็จของเกษตรกรเกาหลีใต้ สู่ความร่ำรวยของเกษตรกรไทย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ cbpmall.com และที่ upas.cbpmall.com
เกร็ดเกษตร
การใช้แกลบดิบลดความเค็มของดิน
การใช้ดินปลูกพืชที่มีปัญหาเรื่องดินเค็มนั้น ขั้นตอนการเตรียมดินก่อนปลูกพืช ควรใช้แกลบดิบ(เปลือกเมล็ดข้าว) คลุกเคล้าในดิน แกลบดิบจะช่วยดูดความเค็มมาสะสมไว้ในตัวมันเอง จึงทำให้ดินมีความเค็มน้อยลง แล้วจึงเลือกปลูกพืชที่ทนเค็ม
การใช้ดินปลูกพืชที่มีปัญหาเรื่องดินเค็มนั้น ขั้นตอนการเตรียมดินก่อนปลูกพืช ควรใช้แกลบดิบ(เปลือกเมล็ดข้าว) คลุกเคล้าในดิน แกลบดิบจะช่วยดูดความเค็มมาสะสมไว้ในตัวมันเอง จึงทำให้ดินมีความเค็มน้อยลง แล้วจึงเลือกปลูกพืชที่ทนเค็ม
เก็บเกร็ดโดย...เกตุอร ทองเครือ กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร
คนดังๆๆๆๆ แห่งสารคาม หมูยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คุณละมัย กิติลาภ
คนดังแห่งสารคาม หมูยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คุณละมัย กิติลาภ สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2558 ทาง จิปาถะ ทีวี ช่อง 149 จานดำ PSI
สัมภาษณ์คุณวินัย บูแอร์ เต็ม
รายการ ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย สัมภาษณ์คุณ วินัย บูแอร์ ผู้ใช้
ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ กับ นกกรงหัวจุก, ไก่ไข่, ปลาดุก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ cbpmall.com และที่ upas.cbpmall.com
รายการยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย part1 11 April 2015
โดยสองพิธีกรมากประสบการณ์ บ่าวเอก เอกศรา(คนสื่อ) และ ผอ.วรวรรธน์ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ cbpmall.com และที่ upas.cbpmall.com
ข่าวการเกษตร วันนี้
กรมหมอดินศึกษาจุลินทรีย์ทนกรดป่าพรุ‘นราธิวาส’
ดร.อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า พื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และใจกลางพรุโต๊ะแดง พบปริมาณ ชนิด และความหลากหลายของจุลินทรีย์มากกว่าพื้นที่ศูนย์ศึกษาพิกุลทอง ทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารและกลุ่มจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตพืช โดยเฉพาะแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน แบคทีเรียสร้างฮอร์โมนออกซิน และจิบเบอเรลลิน จะพบมากในดินบริเวณรากพืชสูงกว่าดินนอกอาณาเขตรากพืช นอกจากนั้นยังพบว่าจุลินทรีย์ดินบริเวณรากต้นมะฮังใบใหญ่ และต้นมะฮังใบเล็กซึ่งเป็นพืชเบิกนำมีปริมาณ และกิจกรรมสูงกว่าดินบริเวณรากต้นตังหนใบใหญ่ ซึ่งเป็นพืชที่พัฒนาภายหลัง อีกทั้ง พื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ แปลงที่ใส่ปัจจัยต่างๆ ในการจัดการดิน เช่น การใส่หินปูนฝุ่นปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน การใส่ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานให้กับจุลินทรีย์ และการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุอาหาร ส่งผลให้ปริมาณจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นกว่าแปลงที่ไม่ได้ใส่ปัจจัย อย่างไรก็ตาม สำหรับเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์สายพันธุ์ต่างๆ ที่คัดแยกได้จากพื้นที่พรุ และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการเกษตรต่อไป
ดร.อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า พื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และใจกลางพรุโต๊ะแดง พบปริมาณ ชนิด และความหลากหลายของจุลินทรีย์มากกว่าพื้นที่ศูนย์ศึกษาพิกุลทอง ทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารและกลุ่มจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตพืช โดยเฉพาะแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน แบคทีเรียสร้างฮอร์โมนออกซิน และจิบเบอเรลลิน จะพบมากในดินบริเวณรากพืชสูงกว่าดินนอกอาณาเขตรากพืช นอกจากนั้นยังพบว่าจุลินทรีย์ดินบริเวณรากต้นมะฮังใบใหญ่ และต้นมะฮังใบเล็กซึ่งเป็นพืชเบิกนำมีปริมาณ และกิจกรรมสูงกว่าดินบริเวณรากต้นตังหนใบใหญ่ ซึ่งเป็นพืชที่พัฒนาภายหลัง อีกทั้ง พื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ แปลงที่ใส่ปัจจัยต่างๆ ในการจัดการดิน เช่น การใส่หินปูนฝุ่นปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน การใส่ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานให้กับจุลินทรีย์ และการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุอาหาร ส่งผลให้ปริมาณจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นกว่าแปลงที่ไม่ได้ใส่ปัจจัย อย่างไรก็ตาม สำหรับเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์สายพันธุ์ต่างๆ ที่คัดแยกได้จากพื้นที่พรุ และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการเกษตรต่อไป
กรมหมอดินศึกษาจุลินทรีย์ทนกรดป่าพรุ‘นราธิวาส’
เพื่อประโยชน์ทางด้านการเกษตร
“…ควรทำเป็นการศึกษาจุลินทรีย์ในพื้นที่ดินพรุ ในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกทำลาย เพื่อหาชนิดของจุลินทรีย์ชนิดใหม่ๆ...”
“…ให้นำจุลินทรีย์ที่คัดแยกได้ไปทดลองในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่ยังไม่ถูกรบกวน เพื่อเปรียบเทียบผลการทดลองกับการดำเนินงานในพื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ...”พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2554 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จากพระราชดำริดังกล่าว กรมพัฒนาที่ดินได้ทำการเก็บตัวอย่างดินจากพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ดินอินทรีย์บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และดินอินทรีย์บริเวณใจกลางพรุโต๊ะแดง เพื่อศึกษาจุลินทรีย์ทนกรดในพื้นที่พรุ จ.นราธิวาส โดยดำเนินการแยก คัดเลือกจุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ และจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตของพืช สรุปผลการศึกษาถวายรายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 17 มกราคม พ.ศ. 2556 14 มกราคม พ.ศ. 2557 และ 25 กุมภาพันธ์ 2558
ดร.อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า พื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และใจกลางพรุโต๊ะแดง พบปริมาณ ชนิด และความหลากหลายของจุลินทรีย์มากกว่าพื้นที่ศูนย์ศึกษาพิกุลทอง ทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารและกลุ่มจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตพืช โดยเฉพาะแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน แบคทีเรียสร้างฮอร์โมนออกซิน และจิบเบอเรลลิน จะพบมากในดินบริเวณรากพืชสูงกว่าดินนอกอาณาเขตรากพืช นอกจากนั้นยังพบว่าจุลินทรีย์ดินบริเวณรากต้นมะฮังใบใหญ่ และต้นมะฮังใบเล็กซึ่งเป็นพืชเบิกนำมีปริมาณ และกิจกรรมสูงกว่าดินบริเวณรากต้นตังหนใบใหญ่ ซึ่งเป็นพืชที่พัฒนาภายหลัง อีกทั้ง พื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ แปลงที่ใส่ปัจจัยต่างๆ ในการจัดการดิน เช่น การใส่หินปูนฝุ่นปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน การใส่ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานให้กับจุลินทรีย์ และการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุอาหาร ส่งผลให้ปริมาณจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นกว่าแปลงที่ไม่ได้ใส่ปัจจัย นอกจากนี้ จุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารที่มีกิจกรรมสูงส่วนใหญ่เป็นเชื้อรา โดยที่เชื้อราย่อยเซลลูโลส ได้แก่ Trichoderma harzianum, Trichoderma asperellum, Gliocladium viride, Talaromyces sp. และPenicillium janthinellum เชื้อราย่อยอินทรีย์ฟอสฟอรัส ได้แก่ Aspergillus sp. และ Aspergillus fumigates ส่วนจุลินทรีย์ย่อยโปรตีนเป็นแบคทีเรีย ได้แก่ Bacillus subtilis และ Serratia marcescens
จุลินทรีย์ที่คัดเลือกได้จากพื้นที่กลางพรุโต๊ะแดง พบว่า เชื้อรามีประสิทธิภาพและโดดเด่นในการย่อยสลายเซลลูโลส และอินทรีย์ฟอสฟอรัส โดยเฉพาะการผลิตเอนไซม์คาร์บอกซีเมทธิลเซลลูเลส ซึ่งย่อยโครงสร้างเซลลูโลสที่ย่อยสลายง่ายมีกิจกรรมสูงกว่าเชื้อราที่คัดเลือกได้จากโครงการแกล้งดินในศูนย์ศึกษาพิกุลทองและพื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯสิรินธร ส่วนการผลิตเอนไซม์ เซลลูเลสย่อยกระดาษกรอง ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยโครงสร้างที่ย่อยยากมีกิจกรรมไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนจุลินทรีย์ย่อยโปรตีนเป็นแบคทีเรียผลิตเอนไซม์โปรตีนเอสสูง ใกล้เคียงกับพื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯสิรินธร
นอกจากนี้ แบคทีเรียผลิตฮอร์โมนออกซินที่คัดเลือกได้จากศูนย์ศึกษาพิกุลทอง สามารถผลิตออกซินสูงกว่าที่คัดเลือกได้จากพื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯสิรินธรและกลางพรุโต๊ะแดง ส่วนแบคทีเรียผลิตฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสูงคัดเลือกได้จากพื้นที่กลางพรุโต๊ะแดง นอกจากนั้นยังพบว่าเฉพาะพื้นที่กลางพรุโต๊ะแดงเท่านั้นสามารถคัดเลือกแบคทีเรียที่ผลิตฮอร์โมนได้ทั้งออกซินและจิบเบอเรลลิน จำแนกได้เป็น Bacillus sp. ส่วนจุลินทรีย์ทนกรดที่คัดเลือกได้จะนำมาทดสอบประสิทธิภาพ
โรงเรือนกระจก และภาคสนาม ศึกษาการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว การดูดใช้ธาตุอาหารของข้าว และการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดิน และพัฒนาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินเปรี้ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพืช
โรงเรือนกระจก และภาคสนาม ศึกษาการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว การดูดใช้ธาตุอาหารของข้าว และการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดิน และพัฒนาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินเปรี้ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพืช
อย่างไรก็ตาม สำหรับเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์สายพันธุ์ต่างๆ ที่คัดแยกได้จากพื้นที่พรุ และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการเกษตรต่อไป
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (ออนไลน์)
"สามทหารเสือ" ผลิตภัณเพื่อพี่น้องทั่วประเทศ....
วันนี้บ่าวเอก เอกสรา (คนสื่อ) เจ้าของช่อง จิปาถะ ทีวี psi 149 จานดำ มารับสินค้าด้วยตัวเอง...เตรียมพบกับ "สามทหารเสือ" ผลิตภัณฑ์เพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย..ทั่วประ เทศจ้า..
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com
เตรียมพบกับ "สามทหารเสือ"
วันนี้บ่าวเอก เอกสรา (คนสื่อ) เจ้าของช่อง จิปาถะ ทีวี psi 149 จานดำ มารับสินค้าด้วยตัวเอง...เตรียมพบกับ "สามทหารเสือ" ผลิตภัณฑ์เพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย..ทั่วประเทศจ้า..
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com
รู้จักกับ นกกรงหัวจุก
นกปรอดหัวจุกแต่เดิมมีผู้คิดค้นนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นเพื่อนคู่ใจคนแรก คือ ปรกเทศจีน เมื่อปีพ.ศ.2410โดยประมาณใส่ใว้ในกรงไม้สี่เหลี่ยมขนาดเล็กและมักชอบหิ้วถิอไปเที่ยวสังสรรค์ใน
หมู่เพื่อน ๆ ตามร้านกาแฟโรงน้ำชาทั่วไป แต่ก่อนหน้านั้นชอบเลี้ยงนกโรบิ้น เลี้ยงไปเลี้ยงมาเห็นว่านกโรบิ้นเป็นนกเสาะตายง่ายเลยไม่ชอบ ตอนหลังๆได้พบกับนกปรอหัวโขนหรือปรอดจุกซึ่งประกอบไปด้วยความสวยงามด้านสีสัน
ลักษณะต่างๆรวมทั้งเสียงร้องอันไพเราะออกเป็นลีลาเพลงความพิเศษในนกชนิดนี้จึงดูเหมือน
เพิ่มสีสันให้ผู้เป็นเจ้าของ โดดเด่นขึ้นในสังคมจีนผู้รักสัตว์เลี้ยงชนิดนี้อย่างถ้วนหน้ากัน
(สงกรานต์ ศิลลามะ, 2542 :1)
****ข่าวสาร การเกษตร **** ขาย'จิ้งหรีด'รวยเพราะ'ลูก' กับเคล็ดลับเลี้ยงที่ธรรมดา
“จิ้งหรีด” ไม่ชอบอากาศที่เย็นจนเกินไป...จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดีๆ
วันอังคารที่ 21 เมษายน 2558 เวลา 9:00 น.
พบกันอีกเช่นเคยกับคอลัมน์ที่แสนดีงาม “ส่องท้องถิ่น...กับ อบต.กบ” เมื่อสัปดาห์ก่อน พาไปชิมเมนูเด็ดหัวแมงอีนูน กันถึงเมืองย่าโม จ.นครราชสีมากันแล้ว…วันนี้ขอบอกเลยว่า ใครที่ชื่นชอบกินโปรตีน จากแมลง...ต้องห้ามพลาดกับของกินที่แสนเด็ดสาระตี๋ อย่าง “จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญ” ที่สุดแสนเซ็กซี่… เอ้อ!ไม่ใช่ละครับ นอกเรื่องอีกแล้ว งานนี้จะไปลิ้ม ชิม รส และวิธีเลี้ยง “จิ้งหรีด” กันนะคร๊าบบบบ ท่านผู้อ่าน...ไปลุยกันเลย..
วันอังคารที่ 21 เมษายน 2558 เวลา 9:00 น.
พบกันอีกเช่นเคยกับคอลัมน์ที่แสนดีงาม “ส่องท้องถิ่น...กับ อบต.กบ” เมื่อสัปดาห์ก่อน พาไปชิมเมนูเด็ดหัวแมงอีนูน กันถึงเมืองย่าโม จ.นครราชสีมากันแล้ว…วันนี้ขอบอกเลยว่า ใครที่ชื่นชอบกินโปรตีน จากแมลง...ต้องห้ามพลาดกับของกินที่แสนเด็ดสาระตี๋ อย่าง “จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญ” ที่สุดแสนเซ็กซี่… เอ้อ!ไม่ใช่ละครับ นอกเรื่องอีกแล้ว งานนี้จะไปลิ้ม ชิม รส และวิธีเลี้ยง “จิ้งหรีด” กันนะคร๊าบบบบ ท่านผู้อ่าน...ไปลุยกันเลย..
ครั้งนี้เราไปกันที่เมืองวรรณคดี “ขุนช้าง-ขุนแผน” จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อจะไปพูดคุยกับหญิงแกร่ง เก่ง อย่าง “คุณพี่ใจ พลเสน” อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 154 หมู่ 2 ต.ทะเลบก อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ที่เล่าให้ “อบต.กบ” ฟังว่า เลี้ยงจิ้งหรีดมาได้ 3 ปีแล้ว ช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยง เพราะลูกสาวชอบทานจิ้งหรีดทอดมาก ด้วยความที่รักลูก เห็นว่าลูกชอบอะไร ก็ต้องซื้อให้ทาน จึงไอเดียบรรเจิด ว่าทำไมไม่เลี้ยงไว้ให้ลูกกินเอง จึงทดลองเลี้ยงแบบเล่นๆ โดยครั้งแรกหาพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ และหาอุปกรณ์การเลี้ยงโดยใช้วัสดุ เช่น ฟิวเจอร์บอร์ด ลังไข่ไก่ และใช้ขุยมะพร้าวเป็นที่วางไข่ของจิ้งหรีด ทำเป็นภาชนะให้จิ้งหรีดอยู่ โดยใช้ต้นทุนครั้งแรกไม่ถึง 500 บาท
พี่ใจ เล่าอย่างภูมิใจว่า หลังจากเลี้ยงได้ไม่นาน มีคนทราบข่าวว่าที่บ้านเลี้ยงจิ้งหรีด จึงมาขอซื้อไปกินต่อ จากนั้นก็นำไปขายต่อ เมื่อขอซื้อเข้ามามากขึ้น จึงขยายพื้นที่เลี้ยงโดยลงทุนสร้างบ่อปูน แล้วใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ก็โตเต็มวัย สามารถจับไปขายได้ ซึ่งมีทั้ง “ตัวอ่อน-ตัวแก่” โดยขายราคากิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งใน 1 บ่อ สามารถเพาะขายได้ถึง 30 กิโลกรัม ส่วน “ไข่จิ้งหรีด” จะขายเป็นขันๆ ละ 100 บาท ซึ่งมีลูกค้าจากทั่วประเทศมาขอซื้อ ทำให้สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ1,000-1,500 บาท
เอ่อ..ถ้าเอาเครื่องคิดเลขมากดคำนวณ 1 เดือน มี 30 วัน วันละ 1,000 บาท ก็ตกเดือนละ 30,000 บาท...เองคร๊าบพ่อแม่พี่น้อง....
สำหรับ “จิ้งหรีด” ที่ “พี่ใจ” เลี้ยงมีอยู่ 2 ชนิด คือ “จิ้งหรีดทองดำ” และ “จิ้งหรีดขาว” ขณะนี้ขยายมาถึง 26 บ่อแล้ว รวมแล้วหลายล้านตัว
ส่วนระยะเวลาการเพาะเลี้ยงจาก “ตัวอ่อน” จนกระทั่ง “โตเต็มไว” ใช้เวลาประมาณ45วัน ซึ่งขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก อาหารที่ใช้คือ “อาหารไก่” และ “ใบมันสำปะหลัง”
โดย “จิ้งหรีด” ต้องกินน้ำ โดยใช้ขวดน้ำพลาสติกใส่น้ำเจาะรูเล็กๆ และให้น้ำ “เช้า” และ “เย็น” เป็นเวลา
ที่สำคัญคือเรื่อง “อุณหภูมิ” เพราะ “จิ้งหรีด” ไม่ชอบอากาศที่เย็นจนเกินไป...จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดีๆ
“พี่ใจ” ฝากเคล็ดลับ 12 ประการ...ไปถึงผู้ที่อยากจะเลี้ยงจิ้งหรีดว่า...สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ 1.ใจรัก 2.คิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง 3.สถานที่โรงเรือน อากาศต้องถ่ายเทได้สะดวก 4.เงินทุนทำโรงเรือนบ่อเลี้ยงและอุปกรณ์อื่นๆ 5.เลือกสายพันธุ์ที่จะเลี้ยง6.ศึกษาวงจรสายพันธุ์ที่จะเลี้ยง 7.เชื้อไข่และพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน สะอาดปลอดโรค 8.ลงมือทำจริง 9.เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ 10.รักษาความสะอาดอย่างดีเพราะจิ้งหรีดเป็นแมลงตัวเล็กๆ 11.ปรับปรุงสายพันธุ์เสมอผสมข้ามบ่อเลี้ยงป้องกันสายเลือดชิด 12.อย่าท้อแท้เรื่องตลาด ค่อยๆ หาและขยาย
เห็นอย่างนี้แล้ว...พี่น้องคนไหน สนใจอยากสร้างอาชีพให้กับตนเองลองศึกษาวิธีการที่ “พี่ใจ” แนะนำมา...รับรอง...ไม่ยากเกินความสามารถแน่ๆ คร๊าบพี่น้อง
…....................................
คอลัมน์ : ส่องท้องถิ่น
โดย “อบต.กบ”
สัมภาษณ์คุณ วินัย บูแอร์ ผู้ใช้ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ กับ นกกรงหัวจุก, ไก่ไข่, ปลาดุก
รายการ ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย สัมภาษณ์คุณ วินัย บูแอร์ ผู้ใช้ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ กับ นกกรงหัวจุก, ไก่ไข่, ปลาดุก กำลังออกอากาศ ทางช่อง 149 psi จานดำ โดย 2 พิธีกรมากประสบการณ์ บ่าวเอก เอกศรา(คนสื่อ) และ ผอ.วรวรรธน์ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ upas.cbpmall.com
\
เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง
การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง
ปลาทับทิมเป็นสัตว์น้ำที่มีการเลี้ยงทั้งในรูปแบบการบริโภคในครัวเรือน และเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจการค้า กันมากในปัจจุบัน รวมทั้งการเลี้ยงเพื่อพัฒนาไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ เช่น ปลาร้า หรือน้ำปลา ซึ่งถือเป็นการแปรรูปที่สามารถสร้างรายได้ หรือผลกำไรได้ดีพอสมควรแก่ผู้ที่สนใจในธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลาทับทิม เพื่อต้องการสร้างเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่สามารถปฏิบัติและประกอบเป็นอาชีพได้
ปลาทับทิมเป็นสัตว์น้ำที่มีการเลี้ยงทั้งในรูปแบบการบริโภคในครัวเรือน และเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจการค้า กันมากในปัจจุบัน รวมทั้งการเลี้ยงเพื่อพัฒนาไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ เช่น ปลาร้า หรือน้ำปลา ซึ่งถือเป็นการแปรรูปที่สามารถสร้างรายได้ หรือผลกำไรได้ดีพอสมควรแก่ผู้ที่สนใจในธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลาทับทิม เพื่อต้องการสร้างเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่สามารถปฏิบัติและประกอบเป็นอาชีพได้
ปลาทับทิมถือเป็นปลาที่ใช้เงินลงทุนน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาดมากในปัจจุบัน มีผู้นิยมบริโภคกันแทบทุกครัวเรือน นับว่าในปัจจุบันนี้น้อยมากหากใครไม่รู้จักปลาทับทิม เนื่องด้วย รสชาด เนื้อสัมผัส รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ถือว่าสามารถซื้อบริโภคได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญยังถือเป็นวัตถุดิบประจำของร้านอาหารและภัตตาคารต่าง ๆ มากมายที่นิยมนำมาสร้างสรรค์เมนูแสนอร่อย มากมายหลากหลายเมนู
ลักษณะเด่นของปลาทับทิม คือ
1. ไขมันต่ำ กลิ่นคาวน้อย และไขมันที่ได้เป็นไขมันที่่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
1. ไขมันต่ำ กลิ่นคาวน้อย และไขมันที่ได้เป็นไขมันที่่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
2.เนื้อละเอียด รสชาดดี หวานอร่อย
3.ส่วนหัวเล็ก ก้างน้อย โครงกระดูกเล็ก
4.สีผิวแดงอมชมพู เนื้อในสีขาว น่ารับประทาน
5.ปริมาณเนื้อที่บริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40% และมีส่วนสันหนามาก
6.เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง 25 ppt
7.กินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค และสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้ดี
8.สามารถเลี้ยงในกระชังได้ที่ความหนาแน่นสูง โดยไม่ส่งผลเสียต่อตัวปลา และให้ผลผลิต เฉลี่ยที่ 40 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร
9.การเจริญเติบโตเร็วมาก
ที่มา animals-farm.com
ตะลอนบ้าน ตลุยสวนมะนาวคุณไสว
เพิ่มผลผลิต ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ยกระดับคุณภาพ และเติบโตเร็ว
มะนาวแตกยอด และออกผลมากขึ้น หลังจากการใช้ หัวอาหารพืช UPAS E.G POWER
มะนาวแตกยอด และออกผลมากขึ้น หลังจากการใช้ หัวอาหารพืช UPAS E.G POWER
ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และที่
www.facebook.com/cbpupas สนใจคลิ้กเลย ...ข่าวเกษตร น่ารู้
พัฒนาคุณภาพ ข้าวเหนียว ขึ้นสู่ชั้นพรีเมี่ยม
ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกข้าวเหนียวเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยตลาดจะอยู่ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย โดยการบริโภคข้าวเหนียวในประเทศอยู่ที่ 95% ส่งออก 5% ด้วยข้าวเหนียวของไทยมีจุดเด่นเฉพาะตัวคือ เม็ดเรียวยาวสวย มีกลิ่นหอมมากกว่า จึงทำให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวเหนียวร้อยละ 50 ในตลาดโลกนิยมข้าวเหนียวจากประเทศไทย สำหรับแนวทางการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ โดยดูจากพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวเหนียวตั้งแต่ 20,000 ไร่ขึ้นไป โดยเบื้องต้นได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในช่วงฤดูนาปี ในเขตพื้นที่จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น ช่วงฤดูนาปรัง 2558/59 ในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม ยโสธร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และชัยภูมิ 2. พัฒนาศักยภาพชาวนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยจัดหาวิทยากรหลักเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่าง ๆ จากนั้นก็คัดเลือกชาวนาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการจัดฝึกอบรมเป็นจำนวน 3 รุ่น เพื่อให้ได้มาเกษตรกรต้นแบบ 3. ส่งเสริมการทำนาตามหลักชาวนาธรรมชาติ ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดิน การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การผลิตใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี และการทำบัญชีครัวเรือน และ 4. การเชื่อมโยงตลาด โดยเบื้องต้นจะเชื่อมโยงตลาดกับหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ในประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิว
อัศจรรย์ UPAS E.G POWER ฟาร์มปลาทองสุข
แก้ปัญหาน้ำเสีย ปลาตาย ด้วยหัวอาหารพืช สัตว์ UPAS E.G POWER
เป็ดไร่ทุ่ง02 เลี้ยงเป็ดยังไงให้ได้ไข่เพิ่มขึ้น
คุณสำเริง อ่างเหล็ก เกษตรกรชาวราชบุรีเลี้ยงเป็ดไร่ทุ่ง 600 ตัว เดิมเป็ดไข่อยู่ 25-45 ฟอง
กินอาหาร 15 กิโลต่อ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ 2 ช้อนแกง ให้อาหาร วันละ 3 หน 10 วันผ่านไปไข่เป็ดเพิ่มมาเป็น 110 ฟอง เป็ดแข็งแรงขึ้น ขี้ไ่ม่เหม็น จากเดิมเป็ดกินอาหารวันละ 2-3 ลูก พอเริ่มผสม ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ ใช้อาหารเพียงวันละ 1.5 ลูก ใช้ดีมากครับ จากที่เคิยตายวันละ1-2 ตัวมาตอนนี้ไม่มีตายเลยครับ ปริมาณไข่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเท่่ากับตัวเป็ดหละครับ...
กินอาหาร 15 กิโลต่อ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ 2 ช้อนแกง ให้อาหาร วันละ 3 หน 10 วันผ่านไปไข่เป็ดเพิ่มมาเป็น 110 ฟอง เป็ดแข็งแรงขึ้น ขี้ไ่ม่เหม็น จากเดิมเป็ดกินอาหารวันละ 2-3 ลูก พอเริ่มผสม ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ ใช้อาหารเพียงวันละ 1.5 ลูก ใช้ดีมากครับ จากที่เคิยตายวันละ1-2 ตัวมาตอนนี้ไม่มีตายเลยครับ ปริมาณไข่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเท่่ากับตัวเป็ดหละครับ...
แร่ธรรมชาติ ยูพาสอีจีพาวเวอร์ สิ่งที่มหัสจรรย์ที่ใช้ได้ทั้งพืช และสัตว์
ประโยชน์ ของ UPAS EG WOER
อาหารเสริมปรับปรุงดิน แก้ดินเปรี้ยว ดินเค็ม
ใช้ปลูกและโรยกระถางไม้ประดับ
ใช้ร่วมกับปุ๋ย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเป็นตัวหน่วงค่อยๆปลดปล่อยปุ๋ยให้พืชเอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ถูกชะล้างศูนย์เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ใช้แช่น้ำแล้วนำสารละลายและตะกอนที่ได้ไปฉีดพ่นให้ธาตุอาหารกับพืชทางใบและเคลือบใบป้องกันแมลง
ใช้ทาแก้หน้ายางตายนึ่งให้กลับมากรีดยางได้ใหม่
ใช้เป็นสารปรับปรุงดิน เพิ่มความโปร่งพรุน และเพิ่มความสามารถในการดูดซับความชื้น น้ำ ธาตุอาหาร (ช่วยประหยัดปุ๋ย) และสารเคมีต่างๆ ไม่ทำให้ดินแฉะแต่ร่วนซุย ไถง่าย และระบายน้ำได้ดี (โครงสร้างดินดีขึ้น)
ใช้เป็นสารเติมธาตุอาหารเสริม ที่สำคัญต่อพืชไร่และพืชสวน เป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวมานาน ช่วยการเจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ให้กับพืช ทั้งยังเป็นห่วงโซ่ธาตุอาหารต่อเนื่องถึงคนและสัตว์ที่บริโภคส่วนของต้นพืชเหล่านั้นอีกด้วย
ปรับสภาพน้ำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ใสสะอาด
ใช้ในการเลี้ยงปลาสวยงาม เพิ่มจุลธาตุหลายชนิด ทำให้ปลาสีสวย เกล็ดวาว สุขภาพดี
ใช้ช่วยกดตะกอนแขวนลอย เพิ่มออกซิเจน เคลือบก้นบ่อ ขจัดสารพิษประเภทแก๊สต่างๆ และเพิ่มซิลิกาให้กับห่วงโซ่อาหารของกุ้งในบ่อเลี้ยงกุ้ง
ช่วยปรับ pH ในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลา ฯ ให้คงสภาพใกล้เป็นกลาง
สามารถควบคุม plankton ที่เป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง
ใช้ผสมอาหารให้สัตว์กิน เป็นการเพิ่มธาตุอาหาร ช่วยระบบการย่อย การดูดซึม และการขับถ่าย ทำให้สัตว์กินอาหารได้ สุขภาพแข็งแรง โตเร็ว และอุจจาระไม่มีกลิ่นเหม็น
ใช้หว่านโรยพื้นคอกปศุสัตว์เพื่อดูดซับความเปียกชื้นจากน้ำปัสสาวะและอุจจาระ ทั้งยังช่วยควบคุมกลิ่นเหม็น และการแพร่พันธุ์ของแมลงต่างๆ พื้นคอกจะแห้ง ขจัดและกวาดออกได้โดยง่าย ทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดีอีกต่อหนึ่งด้วย
ใช้เป็นตัวดูดซับสารพิษ (Toxin binder) ในอาหารสัตว์
ใช้เป็น Cat litter ดูดซับกลิ่นเหม็น และปัสสาวะ
ผงดูดซับน้ำมัน
โคลนพอก สบู่
ยาสีฟัน
ยารักษาโรค
ใช้ร่วมกับปุ๋ย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเป็นตัวหน่วงค่อยๆปลดปล่อยปุ๋ยให้พืชเอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ถูกชะล้างศูนย์เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ใช้แช่น้ำแล้วนำสารละลายและตะกอนที่ได้ไปฉีดพ่นให้ธาตุอาหารกับพืชทางใบและเคลือบใบป้องกันแมลง
ใช้ทาแก้หน้ายางตายนึ่งให้กลับมากรีดยางได้ใหม่
ใช้เป็นสารปรับปรุงดิน เพิ่มความโปร่งพรุน และเพิ่มความสามารถในการดูดซับความชื้น น้ำ ธาตุอาหาร (ช่วยประหยัดปุ๋ย) และสารเคมีต่างๆ ไม่ทำให้ดินแฉะแต่ร่วนซุย ไถง่าย และระบายน้ำได้ดี (โครงสร้างดินดีขึ้น)
ใช้เป็นสารเติมธาตุอาหารเสริม ที่สำคัญต่อพืชไร่และพืชสวน เป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวมานาน ช่วยการเจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ให้กับพืช ทั้งยังเป็นห่วงโซ่ธาตุอาหารต่อเนื่องถึงคนและสัตว์ที่บริโภคส่วนของต้นพืชเหล่านั้นอีกด้วย
ปรับสภาพน้ำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ใสสะอาด
ใช้ในการเลี้ยงปลาสวยงาม เพิ่มจุลธาตุหลายชนิด ทำให้ปลาสีสวย เกล็ดวาว สุขภาพดี
ใช้ช่วยกดตะกอนแขวนลอย เพิ่มออกซิเจน เคลือบก้นบ่อ ขจัดสารพิษประเภทแก๊สต่างๆ และเพิ่มซิลิกาให้กับห่วงโซ่อาหารของกุ้งในบ่อเลี้ยงกุ้ง
ช่วยปรับ pH ในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลา ฯ ให้คงสภาพใกล้เป็นกลาง
สามารถควบคุม plankton ที่เป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง
ใช้ผสมอาหารให้สัตว์กิน เป็นการเพิ่มธาตุอาหาร ช่วยระบบการย่อย การดูดซึม และการขับถ่าย ทำให้สัตว์กินอาหารได้ สุขภาพแข็งแรง โตเร็ว และอุจจาระไม่มีกลิ่นเหม็น
ใช้หว่านโรยพื้นคอกปศุสัตว์เพื่อดูดซับความเปียกชื้นจากน้ำปัสสาวะและอุจจาระ ทั้งยังช่วยควบคุมกลิ่นเหม็น และการแพร่พันธุ์ของแมลงต่างๆ พื้นคอกจะแห้ง ขจัดและกวาดออกได้โดยง่าย ทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดีอีกต่อหนึ่งด้วย
ใช้เป็นตัวดูดซับสารพิษ (Toxin binder) ในอาหารสัตว์
ใช้เป็น Cat litter ดูดซับกลิ่นเหม็น และปัสสาวะ
ผงดูดซับน้ำมัน
โคลนพอก สบู่
ยาสีฟัน
ยารักษาโรค
การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง
ปลาทับทิมเป็นสัตว์น้ำที่มีการเลี้ยงทั้งในรูปแบบการบริโภคในครัวเรือน และเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจการค้า กันมากในปัจจุบัน รวมทั้งการเลี้ยงเพื่อพัฒนาไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ เช่น ปลาร้า หรือน้ำปลา ซึ่งถือเป็นการแปรรูปที่สามารถสร้างรายได้ หรือผลกำไรได้ดีพอสมควรแก่ผู้ที่สนใจในธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลาทับทิม เพื่อต้องการสร้างเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่สามารถปฏิบัติและประกอบเป็นอาชีพได้
ปลาทับทิมถือเป็นปลาที่ใช้เงินลงทุนน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาดมากในปัจจุบัน มีผู้นิยมบริโภคกันแทบทุกครัวเรือน นับว่าในปัจจุบันนี้น้อยมากหากใครไม่รู้จักปลาทับทิม เนื่องด้วย รสชาด เนื้อสัมผัส รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ถือว่าสามารถซื้อบริโภคได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญยังถือเป็นวัตถุดิบประจำของร้านอาหารและภัตตาคารต่าง ๆ มากมายที่นิยมนำมาสร้างสรรค์เมนูแสนอร่อย มากมายหลากหลายเมนู
ลักษณะเด่นของปลาทับทิม คือ
1. ไขมันต่ำ กลิ่นคาวน้อย และไขมันที่ได้เป็นไขมันที่่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
2.เนื้อละเอียด รสชาดดี หวานอร่อย
3.ส่วนหัวเล็ก ก้างน้อย โครงกระดูกเล็ก
4.สีผิวแดงอมชมพู เนื้อในสีขาว น่ารับประทาน
5.ปริมาณเนื้อที่บริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40% และมีส่วนสันหนามาก
6.เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง 25 ppt
7.กินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค และสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้ดี
8.สามารถเลี้ยงในกระชังได้ที่ความหนาแน่นสูง โดยไม่ส่งผลเสียต่อตัวปลา และให้ผลผลิต เฉลี่ยที่ 40 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร
9.การเจริญเติบโตเร็วมาก
3.ส่วนหัวเล็ก ก้างน้อย โครงกระดูกเล็ก
4.สีผิวแดงอมชมพู เนื้อในสีขาว น่ารับประทาน
5.ปริมาณเนื้อที่บริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40% และมีส่วนสันหนามาก
6.เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง 25 ppt
7.กินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค และสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้ดี
8.สามารถเลี้ยงในกระชังได้ที่ความหนาแน่นสูง โดยไม่ส่งผลเสียต่อตัวปลา และให้ผลผลิต เฉลี่ยที่ 40 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร
9.การเจริญเติบโตเร็วมาก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas
ฟาร์มหมูนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร คุณประดิษฐ์ จ.หนองบัวลำภู
แมลงวันหายไป กลิ่นขี้หมูหาย ผิวสวยสีชมพู เปอร์เซ็นต์เนื้อแดงสูง โตเร็ว กินน้อยนอนเยอะ ด้วย ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-295-0971 หรือ สมาชิก ซี.บี.พี เวิลด์ ทั่วประเทศ
การเลี้ยงตะพาบน้ำ
หลายคนยังสงสัยว่าตะพาบน้ำจัดอยู่ในสัตว์ประเภทใด ระหว่างสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือว่าสัตว์เลื้อยคลาน คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ สัตว์เลื้อยคลาน
ตะพาบน้ำเปรียบได้เสมือนกับเต่าชนิดหนึ่งแต่หากจะเรียกให้ถูกต้องแล้วล่ะก็ต้องชี้เฉพาะลงรายละเอียดลงไปถึงลักษณะของตะพาบน้ำอย่างแท้จริงด้วย โดยรายละเอียดนั้นคือ ตะพาบน้ำคือ “เต่ากระดองนิ่ม” นั่นเอง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas
ขอบคุณข้อมูลจาก animals-farm
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)















.jpg)














.jpg)

0 ความคิดเห็น: