เกษตรอินทรีย์


แม้ว่าจะมีความพยายามมากมายในการให้คำ จำกัดความว่า เกษตรอินทรีย์หมายถึงอะไร แต่คำนิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดเห็นจะเป็นคำนิยามของ สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรด้านเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกกว้างขวางที่สุดในโลก สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติได้สรุปความหมายเกษตรอินทรีย์ไว้ว่า คือ

“ระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน เกษตรอินทรีย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ เกษตรอินทรีย์ผสมผสานองค์ความรู้พื้นบ้าน นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นะรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกผู้คนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”
มติที่ประชุมใหญ่ IFOAM มิถุนายน 2551 อิตาลี
นัยของเกษตรอินทรีย์ตามนิยามของสหพันธ์ เกษตรอินทรีย์นานาชาติมองเกษตรอินทรีย์ในฐานะของการเกษตรแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญในเบื้องต้นกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรและ ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพราะความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยแยกออกจากความ ยั่งยืนทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรและสังคมโดยรวม
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และwww.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กที่นี่

0 ความคิดเห็น:

การเลี้ยงกบ




กบเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่ปัจจุบันตลาดทั้งภายในประเทศ และ ต่างประเทศมีความต้องการเพื่อการบริโภคและเพื่อใช้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันปริมาณกบในธรรมชาติกลับลดน้อยลงเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชน การใช้สารเคมีในเกษตรกรรม และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งล้วนส่งผลกระทบให้ที่อยู่อาศัยของกบมีน้อยลง และ นอกจากนี้การจับกบมาใช้ประโยชน์มากขึ้น ทำให้กบมีปริมาณลดลง ไม่สามารถที่จะขยายพันธุ์ได้ทัน
ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำกบมาเพาะขยายพันธุ์และเลี้ยงได้จนประสบความสำเร็จ สามารถทำเงินให้กับผู้เพาะเลี้ยงได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงกบเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น คือประมาณ 3 เดือน ต่อรุ่น และจำหน่ายได้ราคาดี สามารถให้ความคุ้มทุนทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัจจุบันได้มีตลาดต่างประเทศต้องการเนื้อกบ และผลผลิตกบแปรรูปเพิ่มมากขึ้น
แต่กระนั้นก็ตามผู้เลี้ยงกบส่วนมากยังคงประสบปัญหาความล้มเหลวในการเพาะเลี้ยงกบ ทั้งนี้เนื่องมาจากการขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยง โดยเฉพาะพฤติกรรมของกบ ซึ่งมีความสำคัญในการจัดการเป็นอย่างมาก โดยรายละเอียดของการเลี้ยงกบมีดังนี้
  1. นิสัยและพฤติกรรมของกบ
  2. การคัดเลือกสถานที่เลี้ยง
  3. เทคนิคการเพาะเลี้ยงกบนอกฤดู
  4. การเลี้ยงและการจัดการ
  5. โรคของกบ
  6. หลักการตลาด
  7. การแปรรูปกบกระป๋อง
อุปนิสัยของกบ
กบถือเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้าชนิดหนึ่งที่ถือเป็นอาหารคู่กับคนไทยมาช้านาน เพราะมีรสชาดอร่อย ถูกปาก ปรุงอาหารได้มากมายเช่น ต้มยำต้มโคล้ง กบทอดกระเทียมพริกไทย กบทอดขมิ้น คั่วกบ ลาบกบ ในแบบอาหารอิสานก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วกบจะมีมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ  แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตของมนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติมากยิ่งขึ้นทำให้สัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติหลายชนิดลดน้อยลงไปอย่างมาก  รวมถึงการจับมาเพื่อบริโภคโดยการไม่เหลือไว้ขยายพันธุ์ของมนุษย์ทำให้ประชากรกบลดน้อยลงไปมากขึ้นทุกวัน  จนไม่เพียงพอต่อความต้องการในการบริโภค
จึงทำให้มีนักคิดหัวใส หันมาสร้างอาชีพการเลี้ยงกบกันจำนวนมาก ที่ต้องการจะผลิตกบออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งผลิตเพื่อบริโภคในตลาดในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศหลายราย  เนื่องจากกบเลี้ยงง่าย ใช้เวลาเลี้ยงสั้น การดูและไม่ยุ่งยาก จึงทำให้การเลี้ยงกบถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีผู้เลี้ยงกบที่ประสบความล้มเหลวในการเลี้ยง ซึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจในอุปนิสัยที่แท้จริงของกบ ทำให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพนี้  กบนั้นมีอุปนิสัยดุร้าย และชอบรังแกกัน    สาเหตุหลักคือการนำกบที่มีขนาดแตกต่างกัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้างไปเลี้ยงรวมกันทำให้เกิดการกัดกันบ้าง การรังแกจากกบตัวใหญ่ไปสู่ตัวเล็กบ้าง ทำให้ลูกกบเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ปกติแล้วกบเป็นสัตว์รักอิสระ  เมื่อแหล่งที่เลี้ยงมีการใช้วัสดุที่เป็นตาข่ายที่สามารถมองเห็นธรรมชาติภายนอกได้ จึงทำให้กบมีความรู้สึกอยากออกไปภายนอก โดยเลือกที่จะใช้วิธีกระโดนชนอวน จนเกิดผลเสียกับตัวมันเองคือ ปากเป็นแผลและบาดเจ็บในที่สุด  บ้างครั้งส่งผลกระทบไปถึงการกินอาหารที่

น้อยลงถึงกินไม่ได้เลยก็มี
กบเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์น้ำ กล่าวคือ   กบเกิดขึ้นเป็นลูกอ๊อดหายใจทางเหงือก เมื่อโตร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป หางหดหายและมีขาเกิดขึ้นมาแทน   ระยะนี้ทำให้กบสามารถมาใช้ชีวิตอยู่บนบกได้ และเปลี่ยนการหายใจจากเดิมมาเป็นทางผิวหนังและปอดแทน สามารถเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดไปไหนมาไหนได้ กบอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ  กบพบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีการผสมพันธุ์วางไข่ในช่วงนี้มาก กบมักรู้ว่าต้องวางไข่ที่ใด โดยปกติแล้วแหล่งพื้นที่ที่กบมักนิยมวางไข่คือ ชายน้ำตื้นที่มีน้ำลึกประมาณ 1-8 นิ้ว มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นหนาแน่น มีอุณภูมิหรือแสงที่พอเหมาะ และแหล่งน้ำนั้นจะต้องมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง  หรือแม้แต่ที่โล่งแจ้งกบก็สามารถหาแหล่งที่เหมาะสมให้กับตัวมันเองได้
โดยธรรมชาติแล้วกบมักนิยมผสมพันธุ์และวางไข่ราว ๆ 3 วันหลังจากมีฝนตก เมื่อใดที่ฝนตกลงมา กบตัวผู้และตัวเมียจะหาที่หลบซ่อนสู่ที่โล่งแจ้งในเวลากลางคืน กบตัวตัวส่งเสียงร้องเรียกหาคู่ของมัน เมื่อกบตัวเมียได้ยินเสียงร้องเรียกก็จะส่งเสียงขานรับเป็นครั้ง ๆ และเมื่อกบตัวผู่้และตัวเมียได้เจอกัน หากกบตัวเมียมีความพร้อมเต็มที่ที่จะผสมพันธุ์มันจะยอมให้กบตัวผู้ขึ้นขี่หลัง และเอาคู่หน้าโอบกอดตัวมันไว้ จากนั้นก็กระโดดเคลื่อนที่ไปด้วยกันทั้งคู่ สักครู่ใหญ่จะหยุดแล้วกบตัวผู้จะเอาเท้าที่รัดอยู่แล้วรัดให้แน่นมากยิ่งขึ้น พร้อมกดตรงส่วนสะโพกให้แนบชิดกับช่องเพศของกันและกัน  เมื่อกบตัวเมียตอบสนองต่อการกระทำของกบตัวผู้แล้วนั้นจะมีการปล่อยไข่ออกมา และในขณะเดียวกันกบตัวผู้ก็จะปล่อยน้ำเชื้อออกมาเพื่อผสมพันธุ์กับไข่ของตัวเมีย  การปล่อยน้ำเชื้อและไข่จะมีการทำซ้ำอยู่หลายครั้งจนกว่าจะสิ้นสุด โดยปกติจะอยู่ราว  ๆ 2 ชม.
ไข่กบที่ผ่านการผสมพันธุ์นั้นจะมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลปนเขียวประมาณ 50-100 ฟอง เป็นลักษณะกลมเกาะกลุ่มรวมกันลอยอยู่ปลิ่มน้ำ หากเคยพบเห็นไข่คางคก หรือเขียด จะทราบว่ามีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน  หากไข่ถูกปล่อยมาเป็นจำนวนมากจะมีน้ำหนักมากไม่สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้
โดยปกติอาหารของกบ จะเป็นสัตว์มีชีวิต เช่น กบพวกเดียวกันเอง กุ้ง ปลา หรือแมลงต่าง ๆ  การกินอาหารของกบนั้นกบจะกะระยะให้ได้กับอาหารที่มันหมายปอง แล้วจึงกระโดดงับเหยื่อนั้น อาหารและการกินก็แล้วแต่แต่ละชนิด หากเป็นลูกกุ้ง ลูกกบ ลูกเขียด หรือลูกปลาก็จะใช้วิธีดังกล่าว หากเป็นแมลงที่บินได้ก็จะใช้วิธีคลานเข้าไปใกล้ ๆ ให้ได้ระยะที่มันต้องการแล้วจึงใช้ลิ้นตวัดกินเหยื่อเป็นอาหาร
ในช่วงฤดูร้อน อาหารต่าง ๆ มักขาดแคลน ด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาตินั้นลดน้อยถอยลงไป กบจะมีให้พบเห็นไม่มาก หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นฤดูจำศีลของกบ การจำศีลหมายถึงการที่กบจะขุดรูฝังตัวเองอยู่ใต้ดินลึกลงไปเป็นแนวดิ่งทำมุม 45 องศา กับปากรูที่มันขุดไว้ ลึกลงไปราว ๆ 7 ซม.   จากปากรูลงไปจะเล็กและแคบลง แต่เมื่อถึงบริเวณก้นรูจะมีขนาดกว้างและใหญ่พอให้ตัวกบนั้นอาศัยอยู่ได้ ก่อนจำศีลมันจะกินอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อสะสมอาหารและไขมันก่อนจะอยู่ในรูที่ขุดไว้ เมื่อมันเข้าไปอยู่จะใช้วิธีหมอบตัวอยู่เฉย ๆ พลังงานที่สูญเสียนั้นจะเสียไปกับการหายใจทำเช่นนี้ไปตลอดการจำศีล

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   upas.cbpmall.com และ  www.facebook.com/cbpupas  
ขอบคุณข้อมูลจาก animals-farm

0 ความคิดเห็น:

สภาพบ่อกุ้งหลังใช้ พาส อี.จี พาวเวอร์

ใช้ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ ในบ่อกุ้ง หลังจากจับแล้วเอาน้ำออกปรากฏว่ากองขี้กุ้­งน้อยกว่าเก่า กลิ่นเหม็นไม่มี แห้งเร็ว สุดยอดจริงๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-295-0971 หรือ สมาชิก ซี.บี.พี เวิลด์ ทั่วประเทศ



ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม  upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas   


0 ความคิดเห็น:

สุกรพันธุ์แลนด์เรซ




สุกรพันธุ์แลนด์เรซ
ถือเป็นสุกรพันธุ์ลูกผสมระหว่างสุกรพันธุ์ลาร์จให้เป็นสุกรคุณภาพอีกสายพันธุ์หนึ่งไม่แพ้กันกับลาร์จไวท์ ถือว่ามีชื่อเสียงในด้านการเจริญเติบโตและเรื่องของคุณภาพซากดีและก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่นิยมเลี้ยงอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ ลักษณะประจำพันธุ์คือ ลำตัวยาวหลังตรง หูปรกยาว หัวเล็กใบหน้าแคบ ขาสั้นค่อนข้างอ่อน ลำตัวสีขาว สะโพกหนา ให้เนื้อเบคอนค่อนข้างดี สุกรพันธุ์นี้เป็นสุกรที่มีสีขาวตลอดทั้งตัวเหมือนกันกับพันธุ์ลาร์จไวท์ แต่ใบหูมีขนาดที่ใหญ่กว่าคือ หูปรก รับกับใบหน้า ถือเป็นสุกรพันธุ์ที่มีลำตัวยาวกว่าพันธุ์อื่น ๆ เนื่องจากมีซี่โครงมากกว่าสุกรพันธุ์อื่น ราว 1-2 คู่ ส่วนในตัวเมียจะให้ลูกดกพอประมาณ คือ 10-12 ตัว สุกรพันธุ์แลนด์เรซนับได้ว่ามีการเจริญเติบโตเร็ว มีอัตราการแลกเนื้อค่อนข้างดี และให้คุณภาพซากที่ดี เนื้อแดงสูง มีมันน้อย เหมือนกับพันธุ์ลาร์จไวท์ แต่ข้อเสียคือ กระดูกส่วนขาค่อนข้างเล็กและส่งผลทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับขาหรือข้อเท้าอยู่เสมอ
ไวท์กับพันธุ์พื้นเมืองเดนมาร์ค และได้มีการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์

ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม  upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas  






0 ความคิดเห็น:

สุกรพันธุ์ดูรอคเจอร์ซี่



สุกรพันธุ์ดูรอคเจอร์ซี่
เป็นสุกรที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มาจากรัฐนิวยอร์ค และนิวเจอร์ซี่ ซึ่งถือเป็นพันธุ์พื้นเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ลักษณะลำตัวจะเป็นสีแดง โดยที่รัฐนิวยอร์คจะเรียกพันธุ์สุกรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ว่า พันธุ์ดูร็อค ส่วนที่รัฐนิวเจอร์ซี่เรียกว่าเรียกพันธุ์เจอร์ซี่แดง และเวลาต่อมาจึงเรียกรวมกันว่า ดูร็อคเจอร์ซี่ จนถึงปัจจุบันนี้
ลักษณะประจำของพันธุ์นี้คือ ลำตัวสีแดงเข้ม ใบหูเล็กกึ่งตั้ง กึ่งปรกลำตัวสั้น สันหลังโค้งหนา ใบหน้าสั้น ข้อเสียคือ ให้ลูกน้อยและมีไขมันค่อนข้างมาก แต่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างดี
สุกรพันธุ์นี้นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า พันธุ์ดูร็อค เป็นสุกรที่มีการผันแปรของสีเรื่อยมาจากสีน้ำตาลเข้มอ่อนลงมาจนถึงน้ำตาลอ่อน จนใกล้เคียงกับสีทอง มีใบหูตั้งเฉียงไปข้างหน้าและขนาดเล็ก ปลายใบพับปรกเล็กน้อย หน้ายาว หัวมีขนาดกลาง สะโพกกลมใหญ่เด่นชัด และมีสภาพซากดี จึงถือเป็นสุกรพันธุ์เนื้อสายพันธุ์หนึ่งที่ดูแข็งแรงและมีลำตัวที่หนาและหลังโค้งมากกว่าทั้งสองพันธุ์คือ ลาร์จไวท์กับแลนด์เรซ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas

ขอบคุณข้อมูลจาก  read more

0 ความคิดเห็น:

ผู้บริหาร มทร.อีสาน(สกลนคร) โดย รศ.ดร.โฆษิต นำเสนอประวัติ

ภารกิจ เป้าประสงค์ของมหาวิทยาลัยให้กับผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานรับทราบ






สนใจรายะละเอียดเพิ่มเติมที่  upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas






0 ความคิดเห็น:

หารือโครงการความร่วมมือคณะทรัพยากรธรรมชาติ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร






ดูรายะเอียดเพิ่มเติมได้ที่  upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas









0 ความคิดเห็น:

สุกรพันธุ์ลาร์จไวท์



สุกรพันธุ์ลาร์จไวท์
เป็นสุกรพันธุ์แท้ที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่างสุกร พันธุ์ไลเคสเตอร์ ซึ่งเป็นสุกรพันธุ์ยอร์คเชียร์กับสุกรพันธุ์สีขาว จัดเป็นสุกรที่มีชื่อเสียง ซึ่งนิยมเลี้ยงกันมากที่สุดในหลาย ๆ ประเทศ สำหรับลักษณะประจำพันธุ์คือ สีขาว ลำตัวยาว ไหล่หนา หูตั้ง หลังตรง ขาแข็งแรง หางยาว ใบหน้าคล้ายจาน หัวโตปานกลาง และมีซากที่ค่อนข้างคุณภาพดี
พันธุ์ที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดในประเทศไทยเราคือ พันธุ์ลาร์จไวท์ เนื่องจากรูปร่างใหญ่ มีผิวขาวตลอดทั้งตัว ลักษณะหัวมีขนาดโตปานกลาง ใบหูตั้ง ลำตัวยาวลึก หลังและบริเวณสะเอวแคบ ไหล่หนาแข็งแรง จุดเด่นของสุกรพันธุ์นี้คือ เลี้ยงง่าย และยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ตัวเมียสามารถให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง และให้ลูกทนถึง 8-10 ครอก มีการเจริญเติบโตเร็วประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูง ตัวเมียหนึ่งตัวให้ลูกได้ 10-15 ตัว สามารถเติบโตได้ประมาณ วันละ 0.7 กิโลกรัม โดยเฉลี่ย จึงสามารถเจริญเติบโตมีน้ำหนักสูงถึง 100 กิโลกรัมเลยทีเดียว ระยะเวลาในการเลี้ยงจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 เดือน และซากที่ได้ก็มีคุณภาพดี มันน้อย เนื้อแดงมาก มันใต้ผิวหนังบาง สามชั้นพอเหมาะ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมาก
เนื่องด้วยคุณสมบัติดังกล่าวสุกรพันธุ์นี้จึงนิยมนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับผลิตสุกรพันธุ์ลูกผสมเลี้ยงเป็นสุกรขุน ส่งตลาดนั่นเอง


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas

ขอบคุณข้อมูลจาก animals-farm

0 ความคิดเห็น:

การผสมอาหารกุ้งกับ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ คุณประสิทธิ์

การผสมอาหารกุ้งกับ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ สุดยอดจริงๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-295-0971 หรือ สมาชิก ซี.บี.พี เวิลด์ ทั่วประเทศ


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas 


0 ความคิดเห็น:

สิ่งที่คุณปิดกั้น มันอาจคือสิ่งที่คุณมองหาอยู่

ยูพาส อี.จี พาวเวอร์


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas



0 ความคิดเห็น:

ประวัติการเลี้ยงสุกร



ประวัติการเลี้ยงสุกร
สุกรป่ามีการค้นพบในแถบยุโรป และเอเซีย โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่มีการนำเลี้ยงในรูปแบบปศุสัตว์เมื่อ 5,000 ปีก่อนนี้ โดยชาติแรกคือประเทศจีน ที่นำสุกรมาเลี้ยงในรูปแบบปศุสัตว์ หากกล่าวถึงเรื่องของสุกรในประเทศไทยนั้นเกิดจากชาวจีนที่ริเริ่มนำสุกรมาเลี้ยงลักษณะนำไปเป็นอาหาร และอาชีพเสริมเป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองของชาวจีนและไทย เช่น พันธุ์ไหหลำ ส่วนพันธุ์สุกรที่นำมาจากต่างประเทศในปี พ.ศ. 2482,2492 พันธุ์ Midle White, Berkshireและ Worth จากยุโรปและอเมริกา ฯลฯ
การเริ่มต้นเลี้ยงสุกรในประเทศไทยเรานั้น มีการเลี้ยงพันธุ์พื้นเมืองกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ มีทั้งเลี้ยงปล่อย ล่ามเชือก เลี้ยงไว้หลังบ้าน โดยเลี้ยงจากการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นใกล้บ้าน หากจะจำแนกสุกรพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงกันอยู่ในแต่ละท้องถิ่นก็พอที่จะแบ่งแยกออกตามลักษณะสี ลำตัว ได้ดังนี้
1. สุกรภาคกลาง (รวมถึงสุกรภาคตะวันตกและภาคตะวันออก)และภาคใต้ที่เรียกว่า สุกรพันธุ์ไหหลำ เป็นสุกรที่ตัวสีดำ อาจมีสีขาวด่างที่หน้าในบางตัว หลังแอ่น ท้องลากดิน เท้าทั้งสี่ดูอ่อนคล้ายตีนเป็ด อาจมีสีขาวด่างหรือไม่มีก็ได้
2. สุกรภาคเหนือ ที่เรียกว่า หมูควาย อาจมีน้ำหนักตัวมากถึง 160-180 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นสุกรที่มีลำตัวค่อนข้างใหญ่ บางครั้งอาจเรียกว่าหมูตาขาว มีขอบตาขาวรอบตาดำที่เห็นได้ชัดเจน อาจมีสีขาวด่างบริเวณพื้นท้องในบางตัว
3. สุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งจะต่างจากสุกรของภาคเหนือคือ มีลำตัวเล็กกว่า ลำตัวมีสีดำ หูใหญ่หนา เมื่ออายุมากหนังจะหยาบย่น พันธุ์ไท้หูของประเทศจีน และพันธุ์เหาหยวนของไต้หวัน เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 120-130 กิโลกรัม
4. สุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีชื่อเรียกว่าหมูราดหรือหมูกระโดน เป็นสุกรขนาดเล็ก เนื้อแน่น มีซี่โครง 8-9 ซี่ ใบหูเล็กตั้งตรง ใบหน้าเล็กแหลม ใบหูเล็กตั้งตรง ปราดเปรียว ว่องไว หาอาหารกินเก่ง น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะอยู่ที่ประมาณ 60-70 กิโลกรัม
สุกรพื้นเมืองเหล่านี้ มีการเจริญเติบโตช้า มีอัตราการแลกเนื้อต่ำ และซากไม่ค่อยดีเท่าใดนัก แต่ในปัจจุบันสุกรพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้มีการเลี้ยงน้อยมาก และก็น้อยพื้นที่ที่ยังทำการเลี้ยงอยู่ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์สุกรของไทยก้าวหน้าไปไกลมากขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะภาคเอกชนได้มีการคัดเลือก คัดสรร หาสุกรพันธุ์ดีดีที่มีดีกรีระดับแชมป์เปี้ยน จากสถานที่ประกวดต่าง ๆ มาทำการปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ เพื่อป้อนออกสู่ตลาดให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับพันธุ์สุกรต่างประเทศที่นิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน ได้แก่
1. สุกรพันธุ์ลาร์จไวท์
2. สุกรพันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่
3. สุกรพันธุ์แลนด์เรซ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas

ที่มา.animals-farm

0 ความคิดเห็น:

อาหารเสริมสัตว์และพืช



ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas


0 ความคิดเห็น:

ยูพาส อีจี พาวเวอร์ อาหารเสริมสำหรับ พืชและสัตว์




ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

สร้างความสมบูรณ์งอกงามเพื่อสร้างความงอกเงย



ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และ   www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

กุ้ง อบต. สมชาย จังหวัดสมุทรสาคร part2


บ่อเนื้อที่ 4 ไร่ ลงกุ้ง 400,000 ตัว ใช้เวลาเลี้ยง 82 วัน ได้กุ้ง 8 ตัน ด้วยยูพาส อี.จี พาวเวอร์ ใช้ดีมากๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-295-0971 หรือ สมาชิก ซี.บี.พี เวิลด์ ทั่วประเทศ



\

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ upas.cbpmall.com และ www.facebook.com/cbpupas


0 ความคิดเห็น:

เกร็ดความรู้เรื่อง การเลี้ยงแกะ

การเลี้ยงแกะ




พันธุ์แกะที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริม มีดังนี้
- แกะพันธุ์ซานตาอิเนส เป็นแกะพันธุ์เนื้อนำเข้ามาจากประเทศบราซิล เมื่อปี 2540 ลักษณะคือ ใบหูยาวปรก หน้าโค้งนูน
มีหลายสี โตเต็มที่ตัวผู้น้ำหนักราว 80-90 กก. ตัวเมียหนัก 55-60 กก.
- แกะพันธุ์ทาคาดิน เป็นแกะที่ทางกรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวินร็อค สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2532 เป็นแกะที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงปล่อยตามทุ่งหญ้าได้ ไม่ต้องเสริมอาหารข้น ผลัดขนเองเมื่อร้อน และทนพยาธิภายในมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ เนื้อแกะคุณภาพดีไม่มีกลิ่นสาบ
- แกะพันธุ์บาร์บาโดส แบล็คเบลลี เป็นแกะเนื้อ ถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะบาร์บาโดส แถบทะเลแคริบเบียน ลักษณะพิเศษคือให้ลูกดก อัตราการให้ลูกแฝดสูงมากถึง 60% ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่น้ำหนัก 68-90 กก. ตัวเมีย 40-59 กก.
นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ยังได้นำแกะพันธุ์ดอร์เปอร์ พันธุ์เซาท์แอฟริกันมัตตอนเมอริโน พันธุ์คอร์ริเดล และพันธุ์บอนด์ เข้ามาปรับปรุงพันธุ์แกะในประเทศไทย เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

การคัดเลือกแกะที่มีลักษณะดีไว้ทำพันธุ์


- พ่อพันธุ์ คือ หลังเป็นเส้นตรง หน้าอกลึกกว้าง ส้นเท้าสูง อัณฑะปกติ ขาตรงแข็งแรง
– แม่พันธุ์ คือ หลังเป็นเส้นตรง เต้านมเท่ากัน ขาตรงแข็งแรง
การคัดลักษณะที่ไม่ดีออกจากฝูง
– ขากรรไกรบนล่างไม่สม่ำเสมอ
– ตาบอด
– ขาโค้งงอ
– ปลายเขาโค้งแทงคอ
– อัณฑะใบเดียว
– ส้นเท้าไม่สูง
– เต้านมแฟบ

การทำนายอายุจากการดูฟันหน้าล่างของแกะ


การทำนายอายุจากการดูฟันหน้าล่าง
กรณีที่แกะที่เราซื้อมาเลี้ยงไม่มีประวัติต่าง ๆ ให้เราตรวจสอบใด ๆ สามารถดูได้จากฟันหน้าด้านล่างของแกะ ซึ่งจะมี 8 ซี่(4 คู่)

– ฟันน้ำนมอายุน้อยกว่า 1 ปี     ฟันแท้ 1 คู่ อายุ 1-2 ปี
– ฟันแท้ 2 คู่ อายุ 2-3 ปี           ฟันแท้ 3 คู่ อายุ 3-4 ปี
– ฟันแท้ 4 คู่ อายุ 4-5 ปี           ฟันแท้เริ่มสึก อายุมากกว่า 5 ปี


หลักการผสมพันธุ์แกะ



หลักการผสมพันธุ์มีดังนี้คือ
1. ห้ามนำพ่อแม่มาผสมกับลูกของมันเอง
2. ห้ามนำลูกที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกันมาผสมกันเอง

3. พ่อแม่พันธุ์คัดเลือกจากแกะที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ มีการเจริญเติบโตดี มีประวัติการให้ลูกแฝดสูง
4. การจัดการด้านอาหารแกะ

 รายละเอีดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และ  www.facebook.com/cbpupas

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก read more

0 ความคิดเห็น:

ประโยชน์ของ UPAS EG POWER

ผสมกับปุ๋ยข้าวโพด พืช กุ้ง หมู  ใช้ได้ทั้งสัตวและพืช 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

เกร็ดคาวมรู้ดีๆ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์คืออะไร


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

การเตรียมโรงเรือนไก่เบตง


การเตรียมโรงเรือนนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความเจริญเติบโตของไก่ ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก สุขภาพ โรคระบาดต่าง ที่อาจส่งผลเสียขึ้น หากมีการสร้างโรงเรือน
ที่มีลักษณะไม่ถูกต้องตรงตามหลักสุขาภิบาล
การเลือกสถานที่สำหรับสร้างโรงเรือน
เป็นที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง
ควรถมพื้นที่ที่จะสร้างโรงเรือนให้สูงกว่าบริเวณที่โดยรอบประมาณ 30 เซนติเมตร
อยู่ห่างแหล่งชุมชน
อยู่ห่างจากแหล่งเลี้ยงไก่ของผู้อื่น
มีไฟฟ้า
มีแหล่งน้ำ จะเป็นคลองชลประทานหรือลำคลองก็ได้ แต่เมื่อนำน้ำเหล่านี้มาให้ไก่กิน ควรผสมสารคลอรีนผงในน้ำก่อนนำให้ไก่กิน และต้องรอให้หมดกลิ่นก่อน และหากเป็นน้ำบาดาลก็ไม่ควรเป็นน้ำกระด้าง
สร้างตามแนวทิศตะวันออกหรือตะวันตก เพื่อป้องกันแดดส่องภายในโรงเรือน
ห่างจากเขตชุมชน เพื่อป้องกันโรคและไม่รบกวนผู้อื่น
ระยะห่างระหว่างโรงเรือนต้องอย่างน้อย 15-20 เมตร เพื่อป้องกันโรคระบาด
ความกว้างโรงเรือนคือ 10 เมตร สำหรับไก่เนื้อ และ 6-20 เมตร สำหรับไก่ไข่ ส่วนความยาวไม่จำกัด โดยทั่วไปจะยาวประมาณ 50-100 เมตร
พื้นคอนกรีต เพื่อสะดวกต่อการรักษาความสะอาด
วัสดุมุงหลังคาต้องแข็งแรงทนทาน หาง่ายในท้องถิ่น
สามารถป้องกัน นก หนู สุนัข แมว และศัตรูต่าง ๆ ของไก่ได้
สะดวกในการปฏิบัติงาน
อุปกรณ์ภายในโรงเรือนมีเพียงพอกับจำนวนไก่ภายในโรงเรือนโดยไม่ปะปนกัน

ดูรายลละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

ความแตกต่างของไก่เบตงตัวผู้และตัวเมีย

ความแตกต่างของไก่เบตงตัวผู้และตัวเมีย มีรายละเอียดตามตารางด้านล่างนี้


ลำดับที่
ตัวผู้
ตัวเมีย

1หัวใหญ่ กว้างหัว กว้าง
2ตานูน แจ่มใส มีขนตาสีเหลืองตาแจ่มใส มีขนตาสีเหลือง
3หงอนรูปจักรขนาดใหญ่ สีแดงหนอนเป็นรูปถั่วหรือจักร ขนาดเล็กสีแดง
4ตุ้มหูสีแดง ใหญ่และยาวตุ้มหูสีแดงเล็ก สั้นกว่าตัวผู้
5ปากสีเหลืองอ่อน จะงอยปากงุ้ม แข็งแรงปาก โคนปากสีน้ำตาลเข็ม และจางเป็นสีเหลืองที่ปลายปาก จะงอยปากงุ้มและแข็งแรง
6คอ คอตั้งแข็งแรง ขนที่คอสีเหลืองทองที่หัวและขน จะมีสีทอง ค่อย ๆ จางลงมาถึงลำตัวคอ คอตั้งแข็งแรง ขนคอมีสีเหลือง
7อก กล้ามเนื้อกว้าง ขนที่อกและใต้ปีกสีเหลืองอ่อนอกมีเนื้อมาก ใหญ่กว้าง ขนสีเหลืองอ่อน
8ขนปีกสั้น สีเหลืองและเป็นขนอ่อน ไม่มีขนแข็ง อาจมีขนเส้นสีดำ 1-2 เส้นที่ปลายแถบของขนปีกขนปีกสั้น ขนจะอ่อนไม่มีแข็ง ขนเต็มปีกสีดำประปราย ไม่มีปีก ไปไหนมาไหนไม่ได้
9ขนสีเหลืองทอง หรือเหลืองอ่อนตลอดตัว ขนเป็นขนอ่อน สั้นปกคลุมตัว ไม่มีขนยาว และแข็ง แม้เมื่อเวลาที่อายุมากขึ้น ขนที่หางและก้นก็ไม่มากขึ้นไปด้วยเหมือนกันกับตัวผู้
10หลังขนานกับพื้นดิน กว้างเป็นแผ่นหลังขนานกับพื้นดิน ขนสีเหลือง
11หาง ขนหางสั้น ไม่มีขนแข็ง  ไม่ดก  และไม่ยาว มีสีน้ำตาลขนหางสั้น ไม่มีขนแข็ง ดกสีเหลือง
12ขา มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ขนสีเหลืองขา แข็งแรง เหมาะกับตัว ขนสีเหลือง
13หน้าแข้ง กลม ล่ำสัน มันวาว มีเกล็ดเป็นแนวสีเหลืองหน้าแข็ง กลมสีเหลือง มีเกล็ดมันวาวเป็นแถว
14นิ้ว เหยียดตรง แข็งแรงมีสีเหลืองนิ้ว เหยียดตรงแข็งแรง
15เล็บ สีขาว อมเหลืองเล็บ สีขาวอมเหลือง
16ผิวหนัง สีเหลือง ออกแดงเรื่อ ๆผิวหนัง หนังหนา สีเหลือง หรือออกแดงเรื่อ ๆ
17ความต้านทานโรค สูงพอควรความต้านทานโรค สูงพอควร
18ไก่เบตงให้ผลผลิตเมื่ออายุได้ 7 เดือน เนื้อนุ่ม ไม่แข็งเหมือนไก่พื้นเมือง และเนื้อไม่เหลวเหมือนไก่เนื้อไข่ จะป้อมหัวออกแหลม เปลือกไข่มีสีขาวถึงสีน้ำตาล

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  upas.cbomall.com www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

upas EG power


สุดยอดผลิตภัณฑ์จากประเทศเกาหลีใต้ใช้ได้ทั้งพืชและสัตว์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เกษตรกรทั่วไทย มีรายได้ที่ดีขึ้น


สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ upas.cbpmall.com และที่  www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

ลักษณะทั่วไปของไก่เบตง





ตามหลักแล้ว ไก่เบตงไม่มีขนแข็ง จะมีแต่ขนอ่อนที่ปกคลุมขนที่ยาว และเป็นขนอ่อนที่สั้น สีเหลืองทองทั้งตัวผู้และตัวเมีย ตัวจะมีขนาดใหญ่พอสมควร เนื้อนุ่ม
เนื้อเยอะ หนังหนา มันน้อย ถือเป็นลักษณะที่ดีของไก่เบตง รสชาดไม่ต้องพูดถึงอร่อยมาก โดยเฉพาะหากนำไปทำข้าวมันไก่แล้วถือว่าเป็นที่ยอมรับในเรื่องของรสชาดของเนื้อได้เป็นอย่างดี ในช่วงเทศกาล ราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 170 บาท  จัดเป็นไก่ที่มีคุณภาพดี สีเนื้อสวย ซากดี ไขมันน้อย และยังเป็นที่ต้องการของตลาดสูงอีกด้วย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

โรงงานผิต UPAS E.G POWER ยูพาส อี.จี.พาว์เวอร์

ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ เป็นอาหารเสริมของสัตว์และพืช ที่ทำมาจากหินแร่ธรรมชาติแม็กซัมซุก ซึ่งประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น ซิลิกา, อลูมิเนียม, แคลเซียม,แม็กนีเซียม และแร่เหล็ก เป็นต้น เป็นแร่ธาตุที่มีที่เดียว คือ ในประเทศเกาหลีใต้ นำมาบดเป็นผงถึง 3 ขั้นตอน หลังจากนั้น นำมาผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อนสูงถึง 1100 องศาเซลเซียส อัดเป็นเม็ดเล็กละเอียด มีรูพรุน ชั่งน้ำหนัก และบรรจุโดยใช้ความร้อนสูงในการเป่าแห้ง (สเปรย์ ดราย)



ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และ www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ ผลิตตรงจากโรงงานแร่ Macsumsuk

ความสำเร็จของเกษตรกรเกาหลีใต้
สู่ความร่ำรวยของเกษตรกรไทย


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ upas.cbpmall.com และ www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น:

การเลี้ยงไก่เบตง


ไก่เบตง เข้ามาในประเทศไทยโดยชาวจีนที่อพยพเข้ามาทางใต้ คือจังหวัดยะลา โดยนำไก่เบตงเข้ามาเลี้ยง ไก่เบตงมีเชื้อสายมาจากไก่พันธุ์เลียงซาน
หรือห่ายิ้นไถ้ คนจีนเรียกว่า ไก่กวางไส หรือกองไส นั่นเอง   ไก่เบตงจึงเริ่มเข้ามาในเมืองไทยเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่ผ่านมา  ปัจจุบันจึงได้ชื่อว่าเป็นไก่เบตง เพราะกำเนิดการเลี้ยงในประเทศไทยครั้งแรก ที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา  ในอดีตการเลี้ยงนั้นเลี้ยงแบบปล่อยเป็นทุ่งกว้าง ให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ เมื่อมีการเลี้ยงจำนวนมากก็ส่งผลต่อโรคระบาดที่เกิดขึ้นด้วย ทำให้ต้องมีการควบคุมการเลี้ยงที่ต้องเข้มงวดขึ้นด้วย หลังจากนั้นจึงต้องมีการเลี้ยงในพื้นที่แบบจำกัด ทำให้การเลี้ยงสามารถทำได้สะดวกและไม่ยุ่งยาก แต่หลังจากที่ไก่เบตงเข้ามามีบทบาทได้ราว 50  ก็เริ่มมีการพัฒนาการเลี้ยงไก่มากขึ้นโดยมีการสั่งไก่พันธุ์แท้จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงโดยทำเป็นระบบ รูปแบบโรงเรือนที่มีมาตรฐาน และพัฒนาะเป็นรูปแบบธุรกิจการค้า มากยิ่งขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่  www.facebook.com/cbpupas

0 ความคิดเห็น: