สัมภาษณ์คุณวินัย บูแอร์ เต็ม

รายการ ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย สัมภาษณ์คุณ วินัย บูแอร์ ผู้ใช้ 

ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ กับ นกกรงหัวจุก, ไก่ไข่, ปลาดุก


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ cbpmall.com และที่ upas.cbpmall.com

0 ความคิดเห็น:

รายการยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย part1 11 April 2015

โดยสองพิธีกรมากประสบการณ์ บ่าวเอก เอกศรา(คนสื่อ) และ ผอ.วรวรรธน์ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์



ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ cbpmall.com และที่ upas.cbpmall.com

0 ความคิดเห็น:

ข่าวการเกษตร วันนี้

กรมหมอดินศึกษาจุลินทรีย์ทนกรดป่าพรุ‘นราธิวาส’

ดร.อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า พื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และใจกลางพรุโต๊ะแดง พบปริมาณ ชนิด และความหลากหลายของจุลินทรีย์มากกว่าพื้นที่ศูนย์ศึกษาพิกุลทอง ทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารและกลุ่มจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตพืช โดยเฉพาะแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน แบคทีเรียสร้างฮอร์โมนออกซิน และจิบเบอเรลลิน จะพบมากในดินบริเวณรากพืชสูงกว่าดินนอกอาณาเขตรากพืช นอกจากนั้นยังพบว่าจุลินทรีย์ดินบริเวณรากต้นมะฮังใบใหญ่ และต้นมะฮังใบเล็กซึ่งเป็นพืชเบิกนำมีปริมาณ และกิจกรรมสูงกว่าดินบริเวณรากต้นตังหนใบใหญ่ ซึ่งเป็นพืชที่พัฒนาภายหลัง อีกทั้ง พื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ แปลงที่ใส่ปัจจัยต่างๆ ในการจัดการดิน เช่น การใส่หินปูนฝุ่นปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน การใส่ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานให้กับจุลินทรีย์ และการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุอาหาร ส่งผลให้ปริมาณจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นกว่าแปลงที่ไม่ได้ใส่ปัจจัย อย่างไรก็ตาม สำหรับเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์สายพันธุ์ต่างๆ ที่คัดแยกได้จากพื้นที่พรุ และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการเกษตรต่อไป

กรมหมอดินศึกษาจุลินทรีย์ทนกรดป่าพรุ‘นราธิวาส’
เพื่อประโยชน์ทางด้านการเกษตร
“…ควรทำเป็นการศึกษาจุลินทรีย์ในพื้นที่ดินพรุ ในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกทำลาย เพื่อหาชนิดของจุลินทรีย์ชนิดใหม่ๆ...”
“…ให้นำจุลินทรีย์ที่คัดแยกได้ไปทดลองในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่ยังไม่ถูกรบกวน เพื่อเปรียบเทียบผลการทดลองกับการดำเนินงานในพื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ...”พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2554 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จากพระราชดำริดังกล่าว กรมพัฒนาที่ดินได้ทำการเก็บตัวอย่างดินจากพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ดินอินทรีย์บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และดินอินทรีย์บริเวณใจกลางพรุโต๊ะแดง เพื่อศึกษาจุลินทรีย์ทนกรดในพื้นที่พรุ จ.นราธิวาส โดยดำเนินการแยก คัดเลือกจุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ และจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตของพืช สรุปผลการศึกษาถวายรายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 17 มกราคม พ.ศ. 2556 14 มกราคม พ.ศ. 2557 และ 25 กุมภาพันธ์ 2558
ดร.อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า พื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯ สิรินธร และใจกลางพรุโต๊ะแดง พบปริมาณ ชนิด และความหลากหลายของจุลินทรีย์มากกว่าพื้นที่ศูนย์ศึกษาพิกุลทอง ทั้งกลุ่มจุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารและกลุ่มจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตพืช โดยเฉพาะแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน แบคทีเรียสร้างฮอร์โมนออกซิน และจิบเบอเรลลิน จะพบมากในดินบริเวณรากพืชสูงกว่าดินนอกอาณาเขตรากพืช นอกจากนั้นยังพบว่าจุลินทรีย์ดินบริเวณรากต้นมะฮังใบใหญ่ และต้นมะฮังใบเล็กซึ่งเป็นพืชเบิกนำมีปริมาณ และกิจกรรมสูงกว่าดินบริเวณรากต้นตังหนใบใหญ่ ซึ่งเป็นพืชที่พัฒนาภายหลัง อีกทั้ง พื้นที่แปลงทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ แปลงที่ใส่ปัจจัยต่างๆ ในการจัดการดิน เช่น การใส่หินปูนฝุ่นปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน การใส่ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานให้กับจุลินทรีย์ และการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุอาหาร ส่งผลให้ปริมาณจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นกว่าแปลงที่ไม่ได้ใส่ปัจจัย นอกจากนี้ จุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์สารที่มีกิจกรรมสูงส่วนใหญ่เป็นเชื้อรา โดยที่เชื้อราย่อยเซลลูโลส ได้แก่ Trichoderma harzianum, Trichoderma asperellum, Gliocladium viride, Talaromyces sp. และPenicillium janthinellum เชื้อราย่อยอินทรีย์ฟอสฟอรัส ได้แก่ Aspergillus sp. และ Aspergillus fumigates ส่วนจุลินทรีย์ย่อยโปรตีนเป็นแบคทีเรีย ได้แก่ Bacillus subtilis และ Serratia marcescens
จุลินทรีย์ที่คัดเลือกได้จากพื้นที่กลางพรุโต๊ะแดง พบว่า เชื้อรามีประสิทธิภาพและโดดเด่นในการย่อยสลายเซลลูโลส และอินทรีย์ฟอสฟอรัส โดยเฉพาะการผลิตเอนไซม์คาร์บอกซีเมทธิลเซลลูเลส ซึ่งย่อยโครงสร้างเซลลูโลสที่ย่อยสลายง่ายมีกิจกรรมสูงกว่าเชื้อราที่คัดเลือกได้จากโครงการแกล้งดินในศูนย์ศึกษาพิกุลทองและพื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯสิรินธร ส่วนการผลิตเอนไซม์ เซลลูเลสย่อยกระดาษกรอง ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยโครงสร้างที่ย่อยยากมีกิจกรรมไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนจุลินทรีย์ย่อยโปรตีนเป็นแบคทีเรียผลิตเอนไซม์โปรตีนเอสสูง ใกล้เคียงกับพื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯสิรินธร
นอกจากนี้ แบคทีเรียผลิตฮอร์โมนออกซินที่คัดเลือกได้จากศูนย์ศึกษาพิกุลทอง สามารถผลิตออกซินสูงกว่าที่คัดเลือกได้จากพื้นที่พรุเส้นทางศึกษาธรรมชาติศูนย์ฯสิรินธรและกลางพรุโต๊ะแดง ส่วนแบคทีเรียผลิตฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสูงคัดเลือกได้จากพื้นที่กลางพรุโต๊ะแดง นอกจากนั้นยังพบว่าเฉพาะพื้นที่กลางพรุโต๊ะแดงเท่านั้นสามารถคัดเลือกแบคทีเรียที่ผลิตฮอร์โมนได้ทั้งออกซินและจิบเบอเรลลิน จำแนกได้เป็น Bacillus sp. ส่วนจุลินทรีย์ทนกรดที่คัดเลือกได้จะนำมาทดสอบประสิทธิภาพ
โรงเรือนกระจก และภาคสนาม ศึกษาการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว การดูดใช้ธาตุอาหารของข้าว และการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดิน และพัฒนาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินเปรี้ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพืช
อย่างไรก็ตาม สำหรับเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์สายพันธุ์ต่างๆ ที่คัดแยกได้จากพื้นที่พรุ และข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการเกษตรต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (ออนไลน์)

0 ความคิดเห็น:

"สามทหารเสือ" ผลิตภัณเพื่อพี่น้องทั่วประเทศ....

วันนี้บ่าวเอก เอกสรา (คนสื่อ) เจ้าของช่อง จิปาถะ ทีวี psi 149 จานดำ มารับสินค้าด้วยตัวเอง...เตรียมพบกับ "สามทหารเสือ" ผลิตภัณฑ์เพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย..ทั่วประ­เทศจ้า..



ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com

0 ความคิดเห็น:

เตรียมพบกับ "สามทหารเสือ"





วันนี้บ่าวเอก เอกสรา (คนสื่อ) เจ้าของช่อง จิปาถะ ทีวี psi 149 จานดำ มารับสินค้าด้วยตัวเอง...เตรียมพบกับ "สามทหารเสือ" ผลิตภัณฑ์เพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย..ทั่วประเทศจ้า..

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com 


0 ความคิดเห็น:

รู้จักกับ นกกรงหัวจุก



นกปรอดหัวจุกแต่เดิมมีผู้คิดค้นนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นเพื่อนคู่ใจคนแรก คือ ปรกเทศจีน เมื่อปีพ.ศ.2410โดยประมาณใส่ใว้ในกรงไม้สี่เหลี่ยมขนาดเล็กและมักชอบหิ้วถิอไปเที่ยวสังสรรค์ใน
หมู่เพื่อน ๆ ตามร้านกาแฟโรงน้ำชาทั่วไป แต่ก่อนหน้านั้นชอบเลี้ยงนกโรบิ้น เลี้ยงไปเลี้ยงมาเห็นว่านกโรบิ้นเป็นนกเสาะตายง่ายเลยไม่ชอบ ตอนหลังๆได้พบกับนกปรอหัวโขนหรือปรอดจุกซึ่งประกอบไปด้วยความสวยงามด้านสีสัน
ลักษณะต่างๆรวมทั้งเสียงร้องอันไพเราะออกเป็นลีลาเพลงความพิเศษในนกชนิดนี้จึงดูเหมือน
เพิ่มสีสันให้ผู้เป็นเจ้าของ โดดเด่นขึ้นในสังคมจีนผู้รักสัตว์เลี้ยงชนิดนี้อย่างถ้วนหน้ากัน
(สงกรานต์ ศิลลามะ, 2542 :1)

0 ความคิดเห็น:

****ข่าวสาร การเกษตร **** ขาย'จิ้งหรีด'รวยเพราะ'ลูก' กับเคล็ดลับเลี้ยงที่ธรรมดา

“จิ้งหรีด” ไม่ชอบอากาศที่เย็นจนเกินไป...จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดีๆ
วันอังคารที่ 21 เมษายน 2558 เวลา 9:00 น.
พบกันอีกเช่นเคยกับคอลัมน์ที่แสนดีงาม “ส่องท้องถิ่น...กับ อบต.กบ” เมื่อสัปดาห์ก่อน พาไปชิมเมนูเด็ดหัวแมงอีนูน กันถึงเมืองย่าโม จ.นครราชสีมากันแล้ว…วันนี้ขอบอกเลยว่า ใครที่ชื่นชอบกินโปรตีน จากแมลง...ต้องห้ามพลาดกับของกินที่แสนเด็ดสาระตี๋ อย่าง “จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญ” ที่สุดแสนเซ็กซี่… เอ้อ!ไม่ใช่ละครับ นอกเรื่องอีกแล้ว งานนี้จะไปลิ้ม ชิม รส และวิธีเลี้ยง “จิ้งหรีด” กันนะคร๊าบบบบ ท่านผู้อ่าน...ไปลุยกันเลย..
ครั้งนี้เราไปกันที่เมืองวรรณคดี “ขุนช้าง-ขุนแผน” จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อจะไปพูดคุยกับหญิงแกร่ง เก่ง อย่าง “คุณพี่ใจ พลเสน” อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 154 หมู่ 2 ต.ทะเลบก อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ที่เล่าให้ “อบต.กบ” ฟังว่า เลี้ยงจิ้งหรีดมาได้ 3 ปีแล้ว ช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยง เพราะลูกสาวชอบทานจิ้งหรีดทอดมาก ด้วยความที่รักลูก เห็นว่าลูกชอบอะไร ก็ต้องซื้อให้ทาน จึงไอเดียบรรเจิด ว่าทำไมไม่เลี้ยงไว้ให้ลูกกินเอง จึงทดลองเลี้ยงแบบเล่นๆ โดยครั้งแรกหาพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ และหาอุปกรณ์การเลี้ยงโดยใช้วัสดุ เช่น ฟิวเจอร์บอร์ด ลังไข่ไก่ และใช้ขุยมะพร้าวเป็นที่วางไข่ของจิ้งหรีด ทำเป็นภาชนะให้จิ้งหรีดอยู่ โดยใช้ต้นทุนครั้งแรกไม่ถึง 500 บาท
พี่ใจ เล่าอย่างภูมิใจว่า หลังจากเลี้ยงได้ไม่นาน มีคนทราบข่าวว่าที่บ้านเลี้ยงจิ้งหรีด จึงมาขอซื้อไปกินต่อ จากนั้นก็นำไปขายต่อ เมื่อขอซื้อเข้ามามากขึ้น จึงขยายพื้นที่เลี้ยงโดยลงทุนสร้างบ่อปูน แล้วใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ก็โตเต็มวัย สามารถจับไปขายได้ ซึ่งมีทั้ง “ตัวอ่อน-ตัวแก่” โดยขายราคากิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งใน 1 บ่อ สามารถเพาะขายได้ถึง 30 กิโลกรัม ส่วน “ไข่จิ้งหรีด” จะขายเป็นขันๆ ละ 100 บาท ซึ่งมีลูกค้าจากทั่วประเทศมาขอซื้อ ทำให้สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ1,000-1,500 บาท
เอ่อ..ถ้าเอาเครื่องคิดเลขมากดคำนวณ 1 เดือน มี 30 วัน วันละ 1,000 บาท ก็ตกเดือนละ 30,000 บาท...เองคร๊าบพ่อแม่พี่น้อง....
สำหรับ “จิ้งหรีด” ที่ “พี่ใจ” เลี้ยงมีอยู่ 2 ชนิด คือ “จิ้งหรีดทองดำ” และ “จิ้งหรีดขาว” ขณะนี้ขยายมาถึง 26 บ่อแล้ว รวมแล้วหลายล้านตัว
ส่วนระยะเวลาการเพาะเลี้ยงจาก “ตัวอ่อน” จนกระทั่ง “โตเต็มไว” ใช้เวลาประมาณ45วัน ซึ่งขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก อาหารที่ใช้คือ “อาหารไก่” และ “ใบมันสำปะหลัง”
โดย “จิ้งหรีด” ต้องกินน้ำ โดยใช้ขวดน้ำพลาสติกใส่น้ำเจาะรูเล็กๆ และให้น้ำ “เช้า” และ “เย็น” เป็นเวลา
ที่สำคัญคือเรื่อง “อุณหภูมิ” เพราะ “จิ้งหรีด” ไม่ชอบอากาศที่เย็นจนเกินไป...จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดีๆ
“พี่ใจ” ฝากเคล็ดลับ 12 ประการ...ไปถึงผู้ที่อยากจะเลี้ยงจิ้งหรีดว่า...สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ 1.ใจรัก 2.คิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง 3.สถานที่โรงเรือน อากาศต้องถ่ายเทได้สะดวก 4.เงินทุนทำโรงเรือนบ่อเลี้ยงและอุปกรณ์อื่นๆ 5.เลือกสายพันธุ์ที่จะเลี้ยง6.ศึกษาวงจรสายพันธุ์ที่จะเลี้ยง 7.เชื้อไข่และพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน สะอาดปลอดโรค 8.ลงมือทำจริง 9.เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ 10.รักษาความสะอาดอย่างดีเพราะจิ้งหรีดเป็นแมลงตัวเล็กๆ 11.ปรับปรุงสายพันธุ์เสมอผสมข้ามบ่อเลี้ยงป้องกันสายเลือดชิด 12.อย่าท้อแท้เรื่องตลาด ค่อยๆ หาและขยาย
เห็นอย่างนี้แล้ว...พี่น้องคนไหน สนใจอยากสร้างอาชีพให้กับตนเองลองศึกษาวิธีการที่ “พี่ใจ” แนะนำมา...รับรอง...ไม่ยากเกินความสามารถแน่ๆ คร๊าบพี่น้อง
…....................................
คอลัมน์ : ส่องท้องถิ่น
โดย “อบต.กบ”


0 ความคิดเห็น:

สัมภาษณ์คุณ วินัย บูแอร์ ผู้ใช้ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ กับ นกกรงหัวจุก, ไก่ไข่, ปลาดุก

รายการ ยูพาส เพื่อเกษตรกรไทย สัมภาษณ์คุณ วินัย บูแอร์ ผู้ใช้ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ กับ นกกรงหัวจุก, ไก่ไข่, ปลาดุก กำลังออกอากาศ ทางช่อง 149 psi จานดำ โดย 2 พิธีกรมากประสบการณ์ บ่าวเอก เอกศรา(คนสื่อ) และ ผอ.วรวรรธน์ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์



ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  upas.cbpmall.com
\

0 ความคิดเห็น:

เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง


การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง
ปลาทับทิมเป็นสัตว์น้ำที่มีการเลี้ยงทั้งในรูปแบบการบริโภคในครัวเรือน และเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจการค้า กันมากในปัจจุบัน รวมทั้งการเลี้ยงเพื่อพัฒนาไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ เช่น ปลาร้า หรือน้ำปลา ซึ่งถือเป็นการแปรรูปที่สามารถสร้างรายได้ หรือผลกำไรได้ดีพอสมควรแก่ผู้ที่สนใจในธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลาทับทิม เพื่อต้องการสร้างเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่สามารถปฏิบัติและประกอบเป็นอาชีพได้
ปลาทับทิมถือเป็นปลาที่ใช้เงินลงทุนน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาดมากในปัจจุบัน มีผู้นิยมบริโภคกันแทบทุกครัวเรือน นับว่าในปัจจุบันนี้น้อยมากหากใครไม่รู้จักปลาทับทิม เนื่องด้วย รสชาด เนื้อสัมผัส รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ถือว่าสามารถซื้อบริโภคได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญยังถือเป็นวัตถุดิบประจำของร้านอาหารและภัตตาคารต่าง ๆ มากมายที่นิยมนำมาสร้างสรรค์เมนูแสนอร่อย มากมายหลากหลายเมนู
 ลักษณะเด่นของปลาทับทิม คือ
1. ไขมันต่ำ กลิ่นคาวน้อย และไขมันที่ได้เป็นไขมันที่่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
2.เนื้อละเอียด รสชาดดี หวานอร่อย
3.ส่วนหัวเล็ก ก้างน้อย โครงกระดูกเล็ก
4.สีผิวแดงอมชมพู เนื้อในสีขาว น่ารับประทาน
5.ปริมาณเนื้อที่บริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40% และมีส่วนสันหนามาก
6.เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง 25 ppt
7.กินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค และสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้ดี
8.สามารถเลี้ยงในกระชังได้ที่ความหนาแน่นสูง โดยไม่ส่งผลเสียต่อตัวปลา และให้ผลผลิต เฉลี่ยที่ 40 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร
9.การเจริญเติบโตเร็วมาก

ที่มา animals-farm.com

0 ความคิดเห็น:

ตะลอนบ้าน ตลุยสวนมะนาวคุณไสว



เพิ่มผลผลิต ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ยกระดับคุณภาพ และเติบโตเร็ว
มะนาวแตกยอด และออกผลมากขึ้น หลังจากการใช้ หัวอาหารพืช UPAS E.G POWER
ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมที่ upas.cbpmall.com และที่ 
  www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย ...


0 ความคิดเห็น:

ข่าวเกษตร น่ารู้



พัฒนาคุณภาพ ข้าวเหนียว ขึ้นสู่ชั้นพรีเมี่ยม
ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกข้าวเหนียวเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยตลาดจะอยู่ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย โดยการบริโภคข้าวเหนียวในประเทศอยู่ที่ 95% ส่งออก 5% ด้วยข้าวเหนียวของไทยมีจุดเด่นเฉพาะตัวคือ เม็ดเรียวยาวสวย มีกลิ่นหอมมากกว่า จึงทำให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวเหนียวร้อยละ 50 ในตลาดโลกนิยมข้าวเหนียวจากประเทศไทย สำหรับแนวทางการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ โดยดูจากพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวเหนียวตั้งแต่ 20,000 ไร่ขึ้นไป โดยเบื้องต้นได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในช่วงฤดูนาปี ในเขตพื้นที่จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น ช่วงฤดูนาปรัง 2558/59 ในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม ยโสธร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และชัยภูมิ 2. พัฒนาศักยภาพชาวนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยจัดหาวิทยากรหลักเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่าง ๆ จากนั้นก็คัดเลือกชาวนาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการจัดฝึกอบรมเป็นจำนวน 3 รุ่น เพื่อให้ได้มาเกษตรกรต้นแบบ 3. ส่งเสริมการทำนาตามหลักชาวนาธรรมชาติ ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดิน การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การผลิตใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี และการทำบัญชีครัวเรือน และ 4. การเชื่อมโยงตลาด โดยเบื้องต้นจะเชื่อมโยงตลาดกับหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ในประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิว

0 ความคิดเห็น:

อัศจรรย์ UPAS E.G POWER ฟาร์มปลาทองสุข

แก้ปัญหาน้ำเสีย ปลาตาย ด้วยหัวอาหารพืช สัตว์ UPAS E.G POWER





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย



4 ความคิดเห็น:

เป็ดไร่ทุ่ง02 เลี้ยงเป็ดยังไงให้ได้ไข่เพิ่มขึ้น

คุณสำเริง อ่างเหล็ก เกษตรกรชาวราชบุรีเลี้ยงเป็ดไร่ทุ่ง 600 ตัว เดิมเป็ดไข่อยู่ 25-45 ฟอง
กินอาหาร 15 กิโลต่อ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ 2 ช้อนแกง ให้อาหาร วันละ 3 หน 10 วันผ่านไปไข่เป็ดเพิ่มมาเป็น 110 ฟอง เป็ดแข็งแรงขึ้น ขี้ไ่ม่เหม็น จากเดิมเป็ดกินอาหารวันละ 2-3 ลูก พอเริ่มผสม ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ ใช้อาหารเพียงวันละ 1.5 ลูก ใช้ดีมากครับ จากที่เคิยตายวันละ1-2 ตัวมาตอนนี้ไม่มีตายเลยครับ ปริมาณไข่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเท่่ากับตัวเป็ดหละครับ...






ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย

6 ความคิดเห็น:

แร่ธรรมชาติ ยูพาสอีจีพาวเวอร์ สิ่งที่มหัสจรรย์ที่ใช้ได้ทั้งพืช และสัตว์



ประโยชน์ ของ UPAS EG WOER
อาหารเสริมปรับปรุงดิน แก้ดินเปรี้ยว ดินเค็ม
ใช้ปลูกและโรยกระถางไม้ประดับ
ใช้ร่วมกับปุ๋ย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเป็นตัวหน่วงค่อยๆปลดปล่อยปุ๋ยให้พืชเอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ถูกชะล้างศูนย์เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ใช้แช่น้ำแล้วนำสารละลายและตะกอนที่ได้ไปฉีดพ่นให้ธาตุอาหารกับพืชทางใบและเคลือบใบป้องกันแมลง
ใช้ทาแก้หน้ายางตายนึ่งให้กลับมากรีดยางได้ใหม่
ใช้เป็นสารปรับปรุงดิน เพิ่มความโปร่งพรุน และเพิ่มความสามารถในการดูดซับความชื้น น้ำ ธาตุอาหาร (ช่วยประหยัดปุ๋ย) และสารเคมีต่างๆ ไม่ทำให้ดินแฉะแต่ร่วนซุย ไถง่าย และระบายน้ำได้ดี (โครงสร้างดินดีขึ้น)
ใช้เป็นสารเติมธาตุอาหารเสริม ที่สำคัญต่อพืชไร่และพืชสวน เป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวมานาน ช่วยการเจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ให้กับพืช ทั้งยังเป็นห่วงโซ่ธาตุอาหารต่อเนื่องถึงคนและสัตว์ที่บริโภคส่วนของต้นพืชเหล่านั้นอีกด้วย
ปรับสภาพน้ำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ใสสะอาด
ใช้ในการเลี้ยงปลาสวยงาม เพิ่มจุลธาตุหลายชนิด ทำให้ปลาสีสวย เกล็ดวาว สุขภาพดี
ใช้ช่วยกดตะกอนแขวนลอย เพิ่มออกซิเจน เคลือบก้นบ่อ ขจัดสารพิษประเภทแก๊สต่างๆ และเพิ่มซิลิกาให้กับห่วงโซ่อาหารของกุ้งในบ่อเลี้ยงกุ้ง
ช่วยปรับ pH ในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลา ฯ ให้คงสภาพใกล้เป็นกลาง
สามารถควบคุม plankton ที่เป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง
ใช้ผสมอาหารให้สัตว์กิน เป็นการเพิ่มธาตุอาหาร ช่วยระบบการย่อย การดูดซึม และการขับถ่าย ทำให้สัตว์กินอาหารได้ สุขภาพแข็งแรง โตเร็ว และอุจจาระไม่มีกลิ่นเหม็น
ใช้หว่านโรยพื้นคอกปศุสัตว์เพื่อดูดซับความเปียกชื้นจากน้ำปัสสาวะและอุจจาระ ทั้งยังช่วยควบคุมกลิ่นเหม็น และการแพร่พันธุ์ของแมลงต่างๆ พื้นคอกจะแห้ง ขจัดและกวาดออกได้โดยง่าย ทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดีอีกต่อหนึ่งด้วย
ใช้เป็นตัวดูดซับสารพิษ (Toxin binder) ในอาหารสัตว์
ใช้เป็น Cat litter ดูดซับกลิ่นเหม็น และปัสสาวะ
ผงดูดซับน้ำมัน
โคลนพอก สบู่
ยาสีฟัน
ยารักษาโรค
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย

4 ความคิดเห็น:

การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง


ปลาทับทิมเป็นสัตว์น้ำที่มีการเลี้ยงทั้งในรูปแบบการบริโภคในครัวเรือน และเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจการค้า กันมากในปัจจุบัน รวมทั้งการเลี้ยงเพื่อพัฒนาไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ เช่น ปลาร้า หรือน้ำปลา ซึ่งถือเป็นการแปรรูปที่สามารถสร้างรายได้ หรือผลกำไรได้ดีพอสมควรแก่ผู้ที่สนใจในธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลาทับทิม เพื่อต้องการสร้างเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่สามารถปฏิบัติและประกอบเป็นอาชีพได้
ปลาทับทิมถือเป็นปลาที่ใช้เงินลงทุนน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาดมากในปัจจุบัน มีผู้นิยมบริโภคกันแทบทุกครัวเรือน นับว่าในปัจจุบันนี้น้อยมากหากใครไม่รู้จักปลาทับทิม เนื่องด้วย รสชาด เนื้อสัมผัส รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ถือว่าสามารถซื้อบริโภคได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญยังถือเป็นวัตถุดิบประจำของร้านอาหารและภัตตาคารต่าง ๆ มากมายที่นิยมนำมาสร้างสรรค์เมนูแสนอร่อย มากมายหลากหลายเมนู
ลักษณะเด่นของปลาทับทิม คือ
1. ไขมันต่ำ กลิ่นคาวน้อย และไขมันที่ได้เป็นไขมันที่่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
2.เนื้อละเอียด รสชาดดี หวานอร่อย
3.ส่วนหัวเล็ก ก้างน้อย โครงกระดูกเล็ก
4.สีผิวแดงอมชมพู เนื้อในสีขาว น่ารับประทาน
5.ปริมาณเนื้อที่บริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40% และมีส่วนสันหนามาก
6.เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง 25 ppt
7.กินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค และสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้ดี
8.สามารถเลี้ยงในกระชังได้ที่ความหนาแน่นสูง โดยไม่ส่งผลเสียต่อตัวปลา และให้ผลผลิต เฉลี่ยที่ 40 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร
9.การเจริญเติบโตเร็วมาก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas

3 ความคิดเห็น:

ฟาร์มหมูนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร คุณประดิษฐ์ จ.หนองบัวลำภู

แมลงวันหายไป กลิ่นขี้หมูหาย ผิวสวยสีชมพู เปอร์เซ็นต์เนื้อแดงสูง โตเร็ว กินน้อยนอนเยอะ ด้วย ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-295-0971 หรือ สมาชิก ซี.บี.พี เวิลด์ ทั่วประเทศ

  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย 

4 ความคิดเห็น:

การเลี้ยงตะพาบน้ำ



หลายคนยังสงสัยว่าตะพาบน้ำจัดอยู่ในสัตว์ประเภทใด ระหว่างสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือว่าสัตว์เลื้อยคลาน คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ สัตว์เลื้อยคลาน
ตะพาบน้ำเปรียบได้เสมือนกับเต่าชนิดหนึ่งแต่หากจะเรียกให้ถูกต้องแล้วล่ะก็ต้องชี้เฉพาะลงรายละเอียดลงไปถึงลักษณะของตะพาบน้ำอย่างแท้จริงด้วย โดยรายละเอียดนั้นคือ ตะพาบน้ำคือ “เต่ากระดองนิ่ม” นั่นเอง

 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas
ขอบคุณข้อมูลจาก  animals-farm 

3 ความคิดเห็น:

ความประทับใจของผู้ใช้ ยูพาส อีจี พาวเวอร์

ใช้ ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ แค่ 13 วัน หมูผิวสวยมาก กลิ่นขี้หมูไม่มี โตดีมาก กินน้อย นอนนาน ดีใจมากๆๆๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-295-0971 หรือ สมาชิก ซี.บี.พี เวิลด์ ทั่วประเทศ



ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย ...


0 ความคิดเห็น:

พันธุ์กบที่ควรเลี้ยง


พันธุ์กบพบมากหลากหลายชนิด แต่มี 2 ชนิดที่นิยมเลี้ยงกันมากในประเทศไทยคือ กบพันธุ์ต่างประเทศ และพันธุ์พื้นเมือง
1.  กบพันธุ์ต่างประเทศ ที่เข้ามามามีบทบาทอย่างมากในประเทศไทยคือ กบพันธุ์บลูฟร็อก ซึ่งเป็นกบที่มาจากประเทศอเมริกา     อาศัยอยู่บริเวณภูเขา
ร็อกกี้ ถือได้ว่าเป็นกบที่มีขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 8 นิ้วโดยเฉลี่ย กบชนิดนี้มีส่วนหัวและส่วนหน้าเป็นสีเขียว      ส่วนของเยื่อหูโตกว่าตา ขอบของส่วนเยื่อหูด้านบนยกสูงขึ้นโค้งไปจรดกับขอบตา ใต้คางเป็นสีเหลือง ลำตัวนั้นจะเป็นสีดำปนเขียวประน้ำตาล ขาหลังมีลายพาดขวางใต้ขามีสีเขียว กบชนิดนี้มีการทดเลี้ยงถือได้ว่าเหมาะสมที่จะทำการเลี้ยงกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย มีการนำมาทดลองเลี้ยงโดยคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปัจจุบันบริษัทเอกชนสั่งนำเข้ามาเลี้ยงหลายต่อหลายฟาร์ม อุปนิสัยของกบชนิดนี้ เลี้ยงง่าย โตวัย น้ำหนักดี เมื่อโตเต็มที่หนักได้ถึง  400 กรัมต่อตัว โดยเลี้ยงเพียงแค่ 7 เดือน   ซึ่งหากพิจารณาให้ดีนั้นพันธุ์กบที่เหมาะสมที่จะนำมาเลี้ยงเพื่อเสริมสร้างรายได้นั้นมีอยู่ 2 พันธุ์คือ กบนาและกบบลูฟร็อก ซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันดังต่อไปนี้
1.  กบนา  กบนามีข้อดีคือ การเลี้ยงจะใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่า จึงสามารถจับขายได้เร็วกว่า คือเลี้ยงเพียง 4-5 เดือนก็สามารถจับได้  จากแรกเริ่มที่กบเริ่มวางไข่และฟักตัวกลายเป็นลูกอ๊อดนั้นจะใช้เวลาเพียง 24 ชม.  และมีการพัฒนาต่อกลายเป็นลูกกบซึ่งใช้เวลาประมาณ 30-40 วันเท่านั้น  ซึ่งช่วงของการเป็นลูกอ๊อดนี้หากดูแลดี อาหารสมบูรณ์ ลูกอ๊อดก็จะกลายเป็นลูกกบที่แข็งแรง โตวัย ได้ขนาด โดยจะนำไปเลี้ยงต่อเพียงแค 2-4 เดือนเท่านั้น
2.  กบบลูฟร็อก  แม้จะเป็นกบที่สามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปีและมีขนาดใหญ่จะใช้เวลาเลี้ยงนานกว่ากบนา จึงถือเป็นข้อเสียของกบชนิดนี้  คือเมื่อวางไข่และพัฒนาไปกลายเป็นลุกอ๊อด จะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน จากลูกอ๊อดเป็นลูกกบต้องใช้เวลานานถึง 3  เดือนเลยทีเดียว ซึ่งถือว่านานกว่ากบนาค่อนข้างมาก และต้องทำการเลี้ยงต่อจนกว่าจะจำหน่ายได้อีกใช้เวลาอีก 4-5  เดือน   และหากเทียบเคียงต่อไปถึงความน่ารับประทานของกบทั้งสองสายพันธุ์นั้น กบนา จะมีเนื้อแดงระเรื่อ กล้ามเนื้อค่อนข้างแข็ง หากเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแล้วจะเหมือนกันกับเนื้อไก่บ้าน ส่วนเนื้อของกบบลูฟร็อกจะเปรียบได้กับไก่กระทงที่มีเนื้อสีขาวซีดและเนื้อค่อนข้างที่จะแน่นน้อยกว่ากบนา  น้ำหนักของกบบลูฟร็อกจะอยู่ที่ท้องหรือระบบทางเดินอาหาร   ส่วนเนื้อนั้นมีไม่ถึง 30% ของน้ำหนักตัว และยังมีกระดูกที่ค่อนข้างใหญ่อีกด้วย
โดยปกติแล้วแนวทางด้านการตลาดสำหรับกบชนิดนี้คือ เลี้ยงเพื่อถลกหนังออกแล้วนำเนื้อส่งเข้าร้านอาหารหรือภัตตาคารเป็นส่วนมาก   ซึ่งการบริโภคในประเทศไทยนั้นยังถือว่ามีไม่มาก ส่วนใหญ่นิยมบริโภคกบนามากกว่า จึงทำให้กบนายังคงเป็นที่นิยมรับประทานสำหรับคนที่ชื่นชอบกบอยู่นั่นเอง
2.  กบพันธุ์พื้นเมือง  ได้แก่ กบนา กบจาน กบบัว กบภูเขา กบทูต
กบนา  จัดเป็นกบขนาดกลางที่หาได้ทั่วไปทุกพื้นที่ของประเทศไทย   ขนาดเมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 200-250 กรัมต่อตัว หรืออาจจะคิดเป็น 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม  กบนามีผิวหนังสีน้ำตาลปนดำ ด้านหัวและหลังมีสีน้ำตาล บริเวณใต้คางมีจุดเด่นสีเทา ท้องมีสีขาวเหลือง ขาหน้าและขาหลังมีความยาวปานกลาง มีลายสีน้ำตาลเป็นแถว ๆ พาดขวางระหว่างนิ้วมีแผ่นหนังยึดติดกับเกือบสุดปลายนิ้ว ปลายนิ้วเท้าเป็นปุ่มเล็กน้อย ไม่มีปุ่มที่กระดูก ฝ่าเท้าด้านบนส่วนหลังมีสีดำพาดเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 แถว ขอบในดวงตาแคบกว่าเปลือกตาบน พบมากตามแหล่งน้ำที่มีธรรมชาติที่สมบูรณ์
กบจาน เป็นกบที่เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 250   ความยาว 5 นิ้ว  ซึ่งกบจานมีรูปร่างคล้าย ๆ กับกบนามีแต่ความแตกต่างกันบ้าง  กบจานมีผิวหนังหรือลำตัวสีน้ำตาลปนเขียว มีลายพาดสีจาง ๆ บริเวณริมฝีปาก ที่ใต้คางตรง ส่วนคอหอยจะมีจุดหรือลายริ้ว ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำเป็นจำนวนมาก ลักษณะทั่วไปของกบคือ ขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตา ที่ฝ่าเท้ามีปุ่มกระดูกไม่แหลมคม มีสีคล้ำ  สีสันรูปร่างของกบจานนั้นจะมีความแตกต่างไปตามพื้นที่ที่อยู่อาศัย  กบชนิดนี้พบปะปนมากกับกบนา
กบบัว  ถือเป็นกบขนาดเล็ก ประมาณ 30 ตัวต่อกิโลกรัม  ความยาวอยู่ที่ 2 นิ้ว ตัวมีสีน้ำตาลอ่อน
กบภูเขา  หรือเขียดแลว  ถือเป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  คือ  มีน้ำหนัก 3,000 กรัม ต่อตัว รูปร่างคล้ายปาดเช่นเดียวกับกบฑูต  มีส่วนหัวค่อนข้างแหลม ระหว่างจมูกกับตามีเส้นลายดำ ปากกว้าง ตัวเมียจะมีขนาดยาวน้อยกว่าตัวผู้  ผิวหนังค่อนข้างเรียบ จะมีตุ่มบ้างบริเวณส่วนหลัง ลำตัวสีน้ำตาลอมแดง ท้องสีขาวอมเหลือง ขาหลังมีเนื้อมาก และยาวกว่าขนาดของขาหน้ามาก และสามารถกระโดดได้ไกลถึง 4 เมตร  พบมากตามป่าดงดิบ มีความชื้นและอากาศเย็น  กบชนิดนี้ไม่ชอบอยู่รูเหมือนกบทั่วไป   พบมากทางภาคเหนือและทางภาคตะวันตกลงมาถึงภาคใต้  จังหวัดที่พบมากของภาคเหนือคือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก   ฤดูที่ผสมพันธุ์และวางไข่คือฤดูหนาวราว ๆ เดือนธันวาคม
กบฑูต  กบดงหรือกบยักษ์  ถือเป็นกบขนาดใหญ่  เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักตัวมากถึง 1400 กรัม ความยาวยาวถึง 11 นิ้ว  มีรูปร่างคล้ายปาดมากกว่ากบ ผิวหนังเรียบหน้า หน้าผากสั้น หัวสั้น ปากค่อนข้างแหลม ลำตัวยาวโปร่ง ผิวหนังสีน้ำตาลอ่อน  ครึ่งหลังของหนังตามีปุ่มเห็นชัดเจน ที่ปากบริเวณขากรรไกรบนมีจุดสีดำ ส่วนบนขากรรไกรล่าง คอหอย หน้าอก และส่วนหน้าจะมีสีครีมปนสีน้ำตาลอ่อน  ท้องมีสีขาว กบชนิดนี้พบมากบริเวณป่าดงดิบหรือต้นลำธาร  อาศัยอยู่ตามรากไม้ ก้อนหิน กอหญ้า  มีมากตามภาคใต้จังหวัดชุมพร อำเภอท่าแซะ และกิ่งอำเภอพะโต๊ะ   จังหวัดนครศรีธรรมราชและติดกับประเทศมาเลเซีย


การเลือกสายพันธุ์ของกบถือเป็นข้อพิจารณาของผู้เลี้ยงเอง ส่วนใหญ่แล้วควรเน้นทางด้านความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นตัวตัดสินได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากให้ชี้แจงแล้วกบนาถือว่าเป็นกบที่มีความต้องการทางด้านการตลาดสูง และมีราคาค่อนข้างดี กบบลูฟร็อกนั้นยังนิยมเลี้ยงในหมู่ผู้ประกอบการเอกชนเป็นส่วนมาก หากพิจารณาจากหลักการดังกล่าวกบนาถือเป็นที่รองรับทั้งในและต่างประเทศ และใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่าด้วย ดังนั้นจึงจะขอกล่าวถึงการเลี้ยงกบนาเท่านั้น
ประโยชน์ของการเลี้ยงกบ
ประโยชน์ทางตรง
1.  เป็นอุปกรณ์การศึกษาทางการแพทย์  การวิจัยทางชีววิทยา การทดลองทางวิทยาศาสตร์
2.  ให้ความเพลิดเพลินและความรู้
3.  ใช้เนื้อประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น กบทอดกระเทียม กบย่างรมควัน กบผัดใบกระเพรา  ยำกบ กบผัดเผ็ด ต้มยำโฮกอือฯลฯ
4.  ทุ่นค่าอาหารและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและประเทศชาติ
5.  ใช้หนังทำกระเป๋า รองเท้าและเครื่องดนตรี ฯลฯ
ประโยชน์ทางอ้อม
1.  กระดูกใช้ทำปุ๋ย
2.  ไส้และเครื่องในของกบนำไปเป็นอาหารสัตว์(เลี้ยงปลา)
3.  ช่วยกำจัดแมลงบางชนิดที่เป็นศัตรูพืช เช่น ยุง บุ้ง ฯลฯ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ upas.cbpmall.com และที่   


0 ความคิดเห็น:

ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ เป็นอาหารเสริมของสัตว์และพืช


ยูพาส อี.จี พาวเวอร์ เป็นอาหารเสริมของสัตว์และพืช ที่ทำมาจากหินแร่ธรรมชาติแม็กซัมซุก ซึ่งประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น ซิลิกา, อลูมิเนียม, แคลเซียม,แม็กนีเซียม และแร่เหล็ก เป็นต้น เป็นแร่ธาตุที่มีที่เดียว คือ ในประเทศเกาหลีใต้ นำมาบดเป็นผงถึง 3 ขั้นตอน หลังจากนั้น นำมาผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อนสูงถึง 1100 องศาเซลเซียส อัดเป็นเม็ดเล็กละเอียด มีรูพรุน ชั่งน้ำหนัก และบรรจุโดยใช้ความร้อนสูงในการเป่าแห้ง (สเปรย์ ดราย) ทำให้สารพิษและเชื้อราต่างๆ ในอาหารสัตว์และปุ๋ยพืช เช่น อะฟลาทอคซิน, ซีราลีโนน ลดลงกว่า 90%
คุณสมบัติโดดเด่นอื่นๆ
· การทำให้เป็นเม็ดเล็กละเอียดและมีรูพรุน สามารถดูดซับแก๊สแอมโมเนียลงได้มาก ไม่ก่อให้เกิดแก๊สมีเทนอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยของสัตว์
· เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆเข้าสู่เซลล์ของสัตว์และพืชได้มากขึ้น
· ทำให้กระบวนการเผาผลาญมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการเพิ่มและเกิดใหม่ของเซลล์เนื้อเยื่อ
เหมาะสำหรับสัตว์ ช่วยลดต้นทุน ลดการใช้ยา ลดอัตราการตาย ลดกลิ่นมูลมากกว่า 70% โตไว ย่นระยะเวลาการเลี้ยง เพิ่มผลผลิต และให้ผลกำไรที่มากขึ้น
เหมาะสำหรับพืช ลดต้นทุน ลดการใช้ยา ย่นระยะเวลาการปลูก เพิ่มผลผลิต และให้ผลกำไรที่มากขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่ www.facebook.com/cbpupas สนใจคลิ้กเลย 

0 ความคิดเห็น:

ลักษณะรูปร่างของกบ



ลักษณะรูปร่างของกบปกติแล้วกบสามารถเลือกจำศีลได้ทั้งบนบก และในน้ำ หากพื้นที่บนบกกบจะเลือกบริเวณที่มีความร่มเย็นหรือบริเวณที่มีดินแตกระแหงเพื่อเมื่อเกิดมีฝนตกเกิดขึ้นมาก็จะสามารถออกมาจากพื้นที่จำศีลได้ง่าย และทำการผสมพันธุ์วางไข่สืบต่อไป
สำหรับไข่กบที่ได้รับการผสมน้ำเชื้อแล้วก็จะพัฒนา เป็นลูกอ๊อด ลูกกบ กบโตเต็มวัยและเข้าสู่วัยสืบพันธุ์ต่อไป วิธีสังเกตุลูกกบนั้นก็จะมีจุดแตกต่างกันกับลูกเขียดทั่ว ๆ ไปคือ ลูกกบจะมีหัวทู่กว่าหัวลูกเขียด ขนาดตัวใหญ่กว่าลูกเขียดลักษณะลายหลังและเส้นขาวที่พาดไม่เหมือนกัน กบโตเต็มที่นั้นก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
1.  ส่วนหัว  จะมีรูปร่างติดกับลำตัว ไม่มีมีคอ ตากลมโปนออกมามองเห็นได้จากที่มืด โดยเฉพาะตอนกลางคืนเมื่อกระทบกับแสงแดง กบมองเห็นตอนกลางวันได้ไม่ค่อยดีนัก กบจะมีหูอยู่ถัดจากตาด้านหลังเล็กน้อยทั้ง 2 ข้าง ลักษณะเป็นแผ่นกลมบาง ๆ  มีรูจมูก 2 รูทะลุผ่านเข้าไปที่ช่องปาก เพื่อให้อากาศจากภายนอกปากผ่านเข้าไปภายในเพื่อใช้ในการหายใจ ปากกบมีลักษณะกว้างมาก เมื่อจับกบอ้าปากจะเห็นลิ้นที่มีลักษณะแบนและส่วนโคนลิ้นจะติดอยู่กับส่วนหลังของขากรรไกรล่าง ถัดเข้าไปเป็นขากรรไกรบนและเพดานปากจะมีฟันอยู่ 2 แถว เข้าใจว่ามีเอาไว้ทำหน้าที่ไม่ให้อาหารที่เข้าไปอยู่ในปากหลุดออกมาภายนอกปากได้
2.  ส่วนลำตัว  จะมีลักษณะพองกว้างออกโดยเฉพาะกบตัวเมีย  ส่วนตัวผู้บริเวณนี้มักจะคอดเล็ก  ส่วนกึ่งกลางลำตัวจะมีปุ่มนูน 2 ปุ่ม มีขา 2 คู่ คือหน้า 1 คู่ หลัง 1 คู่  ขาหน้าจะสั้นกว่า มีนิ้ว 4 นิ้ว  นิ้วหัวแม่มือด้านในสุดมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สังเกตุเห็นง่าย  ขาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าและแข็งแรง มีนิ้ว 5 นิ้ว  นิ้วหัวแม่เท้าจะสั้นกว่านิ้วอื่น ๆ ระหว่างนิ้วทั้ง 5 นิ้วก็จะมีแผ่นบาง ๆ ยึดเชื่อมติดกัน มีไว้สำหรับว่ายน้ำ
ทั้งส่วนหัวและลำตัวมีผิวหนังหุ้ม ลักษณะอ่อนนุ่ม เรียบ ลื่น นิดหน่อย เนื่องจากมีเมือกสำหรับหล่อลื่นผิวหนังตลอดเวลา กบจะมีหนัง 3 ชั้น ผิวหนังกบประกอบไปด้วยเม็ดสีต่าง ๆ เช่น สีเหลืองปนแดง น้ำตาลปนดำ น้ำเงินปนเทา โดยทั่วไปกบมีลำตัวสีเหลือง  สีน้ำตาลปนเขียว หรือดำ  แต่ที่น่าอัศจรรย์คือผิวหนังของมันสามารถเปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาลต่าง ๆตามสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ เช่นฤดูผสมพันธุ์ในหน้าฝนผิวของมันจะเป็นสีเหลืองอ่อน ๆ หรือเหลืองออกส้มจนเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะตัวผู้ซึ่งสังเกตุได้ง่ายกว่าตัวเมีย
และหากจับกบตัวผู้พลิกหงายท้องขึ้นจะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้คาง แถว  ๆมุมปากล่างทั้ง 2 ข้าง  ส่วนตัวเมียจะมองไม่เห็นกล่องเสียง ในฤดูเดียวกันนี้ ลักษณะของกบตัวเมียที่เห็นได้ชัด คือมีลักษณะท้องบวมใหญ่กว่าปกติเพราะเป็นช่วงที่มีไข่แก่นั่นเอง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่ 
www.facebook.com/cbpupas สนใจคลิ้กเลย 

0 ความคิดเห็น:

จิ้งหรีดพันธุ์ ยูพาส อีจี พาวเวอร์

ตัวโต แข็งแรง อัตราการตาย 0% นอกจากจมน้ำตายเอง 
**ท่านได้สนใจแอดมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไ­ด้ที่ เลิศพงษ์ เกษาพันธ์ 087-9584952



ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย 


0 ความคิดเห็น:

ผลประโยชน์ที่ได้รับ

เพิ่มผลผลิตได้ 20-50% ผลผลิตทั้งสัตว์และพืช


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม upas.cbpmall.com และที่   www.facebook.com/cbpupas  สนใจคลิ้กเลย

0 ความคิดเห็น: